เพราะพายุไต้ฝุ่นกับฝนที่เทกระหน่ำ ไฟฟ้าทั่วเมืองหนานจึงถูกตัดไปนานแล้ว ส่วนน้ำประปาก็หยุดไหลมาหลายวัน เพราะท่อส่งน้ำถูกกระแสน้ำหลากพัดจนขาด ทุกคนทำได้เพียงรองน้ำฝนไว้ใช้
พอตกกลางคืน เมืองหนานทั้งเมืองก็มืดสนิท ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย มีเพียงบ้านไม่กี่หลังที่มีเครื่องปั่นไฟเท่านั้นที่ผลิตไฟฟ้าได้ แต่ก็กลัวว่าจะดึงดูดความสนใจ จึงไม่กล้าเปิดไฟ
ครอบครัวของอู๋เจินเจินกักตุนอุปกรณ์ให้แสงสว่างไว้เพียงพอแล้ว แต่เพราะบ้านอยู่บนยอดเขา หากเปิดไฟก็สะดุดตาคนอื่นได้ง่าย พวกเขาจึงแทบไม่เปิดไฟ ต่อให้เปิดก็ต้องรูดม่านหนาสองชั้นปิดไว้
พอกลางคืนและทั้งเมืองมืดลง อู๋เจินเจินก็พาน้องชายกับพ่อแอบลงจากเขา ส่วนแม่กับซินเอ๋อร์อยู่เฝ้าบ้าน เผื่อเซี่ยมู่เฉินบ้านข้าง ๆ เกิดคึกคะนองปีนตะกายขึ้นมาหาอีก
เมื่อถึงตีนเขา ทั้งสามตรวจดูสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียด พอแน่ใจว่าไม่มีใคร อู๋เจินเจินก็หยิบเรือยางที่สูบลมเตรียมไว้แล้วออกมาจากมิติส่วนตัว ทั้งสามลงเรือแล้วค่อย ๆ พายออกไปอย่างเงียบเชียบ
เวลานี้ บนถนนในเมืองมีเพียงน้ำหลากเชี่ยวกราก ไม่เห็นคนสักคน
ตอนนี้ทุกคนยังอยู่ในบ้าน ภาวนาให้ฝนหยุดหรือรอความช่วยเหลือจากทางการ ยังไม่มีใครคิดจะออกไปกักตุนเสบียง
แต่ก็โทษใครไม่ได้ ในความทรงจำของทุกคน ฝนตกหนักอยู่ช่วงหนึ่งก็มักจะหยุด
ทว่าในน้ำตอนนี้มีอันตรายอยู่ทุกหนแห่ง และไม่มีใครเก็บเรือไว้ที่บ้านด้วย การออกไปโดยไม่คิดให้รอบคอบ นอกจากมีโอกาสถูกกระแสน้ำพัดหายไปได้ทุกเมื่อแล้ว ยังอาจถูกไฟฟ้าดูดอีกด้วย เทียบกับการออกไปงมหาเสบียงในน้ำแล้ว รอฝนหยุดหรือรอความช่วยเหลือจากทางการอยู่ที่บ้านย่อมปลอดภัยกว่ามาก
ทั้งสามพายเรือไปยังหอนิทรรศการของเมืองหนานก่อนอย่างเงียบ ๆ
