บาร์แห่งนี้ออกแบบมาอย่างมีเอกลักษณ์
ชั้นหนึ่งของบาร์ครึกครื้นไปด้วยผู้คน ส่วนชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวแบบกึ่งปิด แต่ละห้องมีความเป็นส่วนตัว ทว่าด้านหน้าของทุกห้องกลับกั้นด้วยราวกระจก
กล่าวคือ คนในห้องส่วนตัวสามารถชมความคึกคักด้านล่างได้ โดยไม่ต้องลงไปปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
ด้วยการออกแบบเช่นนี้ คำพูดของซูเหมียวจึงดังเข้าหูคนในห้องส่วนตัวเหนือศีรษะเธออย่างครบถ้วนทุกคำ
ภายในห้อง ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาและแฝงความชั่วร้ายมีสีหน้าหม่นคล้ำ ขณะที่หมู่อี้ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกลับเม้มริมฝีปากบางพลางหัวเราะเบา ๆ
“ผู้หญิงคนนี้พูดมีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกันนะ”
หมู่อี้นึกไม่ออกว่าหมู่เฉิงไปรู้จักกับผู้หญิงที่น่าสนใจเช่นนี้ได้อย่างไร
แววตาหม่นมืดของเซี่ยเฉินเย็นเยียบ ริมฝีปากบางเม้มแน่น ดวงตาหรี่ลง ก่อนจะตอบกลับอย่างคลุมเครือว่า “มีหรือ”
มีเหตุผลบ้าบออะไรกัน
หมู่อี้เหลือบมองเขา “นายเป็นอะไรไป นายเป็นคนชวนฉันออกมาแท้ ๆ แต่กลับทำหน้าบึ้งตึงแบบนี้”
“ชวนคุณออกมาเพราะอยากคุยธุรกิจด้วย” เซี่ยเฉินจัดแขนเสื้ออย่างไม่รีบร้อน กระดุมข้อมือประณีตซับซ้อนสะท้อนแสงวาววับ
“คุยธุรกิจกับฉันเหรอ” หมู่อี้วางขาที่ไขว่ห้างลงแล้วนั่งตัวตรง “ธุรกิจใหญ่แค่ไหนกัน ถึงทำให้นายต้องลงมือเอง”
“เปิดห้าง” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“หา?”
หมู่อี้คิดว่าตัวเองฟังผิดไป
“ให้พูดซ้ำไหม” ใบหน้าเย็นชาเคร่งขรึมยังคงไร้อารมณ์
หมู่อี้ “……… ”
เซี่ยเฉินบ้าไปแล้วหรือไง
เซี่ยเฉินเป็นใครน่ะหรือ เขาคือผู้กุมอำนาจของกลุ่มทุนเซียงเหยา ธุรกิจของกลุ่มทุนเซียงเหยากระจายอยู่ทั่วโลก ทุกนาทีของเขามีมูลค่านับร้อยล้าน แต่กลับมาคุยเรื่องเปิดห้างกับเขา ไม่บ้าแล้วจะเรียกว่าอะไร
