หยางเหนียนเหนียนอดเป็นห่วงไม่ได้ “หรือว่าเขาป่วย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
หวังเฟิ่งเจียวส่ายหน้า “ไม่น่าจะใช่นะ ฉันลองแตะหน้าผากเขาดูแล้ว ไม่ได้ตัวร้อน”
หยางเหนียนเหนียนบอกว่า “คืนนี้ฉันจะคุยกับเขาดู ถามว่าเกิดอะไรขึ้น” อันอันเป็นลูกของวีรชน เธอต้องดูแลเขาให้ดี
สมัยนี้อาหารทุกอย่างใช้น้ำมันหมูปรุง หยางเหนียนเหนียนก็ใส่น้ำมันให้เต็มที่ แถมปกติเด็ก ๆ ยังไม่ได้กินบะหมี่ไข่ที่ทำจากแป้งสาลีล้วน พอได้กินตอนนี้จึงรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษ
แต่ละคนกินจุราวกับกลายเป็นนักกินตัวยง แม้แต่โจวผิงผิงวัย 3 ขวบยังกินบะหมี่ไปหนึ่งชาม
โจวไห่หยางวัย 9 ขวบพูดว่า “อาสะใภ้ ทำกับข้าวอร่อยจริง ๆ ครับ”
โจวซุ่นซุ่นวัย 11 ขวบว่า “ผมไม่เคยกินบะหมี่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลยครับ”
โจวฉีฉีวัย 12 ขวบว่า “อันอันมีความสุขจริง ๆ ที่ได้กินอาหารฝีมืออาสะใภ้ทุกวัน”
โจวผิงผิงวัย 3 ขวบว่า “อาสะใภ้ ผมไปอยู่บ้านอาสะใภ้ แล้วเป็นลูกชายได้ไหมครับ?”
หวังเฟิ่งเจียวที่กำลังก้มหน้ากินบะหมี่ ตบโจวผิงผิงเบา ๆ พร้อมเอ็ดอย่างเอ็นดู
“แค่มีของกินก็ไม่เห็นแม่แท้ ๆ อยู่ในสายตาแล้ว เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ”
หยางเหนียนเหนียนหัวเราะคิกคักเพราะคำพูดนั้น ชาติก่อนเธอมักคิดว่าเด็ก ๆ ซนวุ่นวาย แถมกลัวการเลี้ยงเด็กที่สุด แต่พอได้ใกล้ชิดกันตอนนี้ กลับรู้สึกว่าน่ารักดีเหมือนกัน
อันอันวางชามกับตะเกียบลง “อาสะใภ้ ผมอิ่มแล้วครับ”
เห็นบะหมี่ในชามอันอันยังเหลืออยู่เกือบครึ่ง หยางเหนียนเหนียนก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
“อันอัน ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
