ซังเหล่ยเดี๋ยวก็ขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็ส่ายหน้า
แต่เห็นได้ชัดว่าทั้งสามคนบนรถไม่ได้สนใจเขาเลย
ฉินจื้อขับรถไปพลางถามเสียงเบา “หลิงหลิง ดูคะแนนเสร็จแล้วมีแผนจะทำอะไรไหม ไปดูหนังกันดีไหม?”
พูดถึงเรื่องดูหนัง ซังหลิงไม่ได้ดูมาปีกว่าแล้ว
แต่พอนึกถึงหนังที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ เธอก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไร
“มีแต่หนังไม่กี่เรื่องนั้นวนไปวนมา ฉันดูหมดแล้ว”
ฉินจื้อพูดว่า “ไม่ใช่พวกนั้น เป็นหนังที่ส่งมาจากเมืองกั่งเฉิง เธออยากดูไหม?”
“หืม?” ซังหลิงเริ่มสนใจขึ้นมานิดหน่อย “งั้นฉันจะซื้อของอร่อย ๆ ไปกินระหว่างดูด้วย”
“ได้หมด ตามใจเธอเลย” ฉินจื้อว่า
ซังเหล่ยสบถในใจ จ้องฉินจื้ออย่างขุ่นเคือง
เขามองฉินจื้อเป็นพี่น้อง แต่ฉินจื้อกลับอยากเป็นน้องเขยงั้นเหรอ?
“ตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือ? สมกับเป็นพี่น้องที่รู้ใจจริง ๆ งั้นพวกเราไปด้วยกันเลย ฉันก็อยากดูหนังจากเมืองกั่งเฉิงเหมือนกัน”
ฉินจื้อสูดหายใจเข้าลึก ๆ
“ฉันซื้อตั๋วมาแค่สองใบ”
ซังเหล่ยว่า “ไม่เป็นไร ฉันมีเงิน ถึงตอนนั้นก็แค่จ่ายเพิ่มอีกหน่อย ไปซื้อต่อจากคนอื่นสักใบ”
อย่างไรเสีย อย่าหวังว่าจะได้ไปดูหนังกับน้องสาวแสนหวานนุ่มนิ่มของเขาตามลำพัง
แบบนั้นมันชวนให้คิดไปไกลแค่ไหนกัน?
ถ้าอีกฝ่ายฉวยโอกาสเอาเปรียบน้องสาวขึ้นมาจะทำยังไง?
แค่คิดถึงเรื่องนี้ มิตรภาพระหว่างพี่น้องที่สั่งสมมาหลายปีก็เริ่มสั่นคลอนแล้ว
ฉินจื้อกำพวงมาลัยแน่น
ในใจคอยย้ำกับตัวเองว่า เป็นน้องเมีย...นี่น้องเมีย ห้ามต่อย...
เขาถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมา
