เกี้ยวหลังหนึ่งจอดอยู่ในตรอกแคบ ประตูไม้ตรงหน้าไม่ได้ทาสี เผยให้เห็นลายไม้ด่างพร้อยเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา
บ้านเรือนในตรอกอวี๋สุ่ยมีอยู่มาก ผู้คนจึงไม่แปลกใจกับภาพเช่นนี้
ชาวบ้านละแวกนั้นเหลือบมองอย่างรีบร้อนแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบกลับเข้าบ้าน ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มตระกูลอวี๋ไปทำบุญด้วยอะไรมา เมื่อก่อนมารดาที่บ้านป่วยหนักจนแทบไม่รอด ถึงแม้เป็นช่วงกลางฤดูหนาว เขาก็ยังต้องออกไปขายภาพเขียนกับอักษรพู่กันตามถนน เขียนจดหมายให้คนอื่นเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ
แต่แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็ได้รู้จักคุณหนูตระกูลไหนก็ไม่รู้ ดูจากเกี้ยวแล้ว ได้ยินว่าใช้ไม้จันทน์ชั้นดีทำ ตัวเกี้ยวสลักลวดลายบุปผาและสัตว์ปีกสัตว์ป่า หลังคายังประดับไข่มุกเม็ดงามกับพู่ไหม เวลาเคลื่อนไหว พู่เหล่านั้นกระทบกันเกิดเป็นเสียงไพเราะจับใจ
บ้านพ่อค้าทั่วไปไม่มีทางใช้เกี้ยวหรูหราระดับนี้ได้ คนที่อาศัยอยู่ในตรอกอวี๋สุ่ยล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา จึงพากันเดาว่าคุณหนูที่เจ้าหนุ่มตระกูลอวี๋รู้จักคงเป็นบุตรีขุนนาง
ซังหลิงหาวหวอด สาวใช้ของนาง อิ๋นตาน เดินไปเคาะประตู
“มาแล้ว มาแล้ว!”
สตรีคนหนึ่งรวบผมขึ้นเหนือศีรษะด้วยผ้าหยาบ เปิดประตูออกมา พอเห็นเกี้ยวก็สะดุ้งตกใจ “ท่าน...ท่านหญิง...”
นางทำท่าจะคุกเข่าลง
อิ๋นตานยิ้มแย้มพลางรีบประคองนางขึ้น “ฮูหยินอวี๋ ท่านเรียกผิดแล้ว ต้องเรียกคุณหนูซังต่างหาก”
อวี๋หนิงซื่อกำกระโปรงที่ซักจนสีซีดแน่นอย่างประหม่า พึมพำรับคำ
“คุณหนูซัง เชิญ...เชิญเข้ามาเจ้าค่ะ”
ซังหลิงแค่นหัวเราะเบา ๆ เมื่อวานเพิ่งฝนตก ถนนในตรอกอวี๋สุ่ยไม่ได้ปูแผ่นหิน มีเพียงหน้าประตูของแต่ละบ้านที่นำก้อนกรวดกับเศษหินซึ่งเก็บจากนอกบ้านมาถมรองพื้นไว้
