โจวซื่อหรานยกยิ้มเยาะ ก่อนเชิดคางใส่เสิ่นเจวี๋ย “ได้ งั้นหลังจากนี้นายไปนอนข้างนอก”
เสิ่นเจวี๋ยตอบเสียงเรียบ “หลิงหลิงบอกแล้วว่าให้ผลัดกันนอน เห็นทีจะหวังให้หมูเข้าใจภาษาคนไม่ได้จริง ๆ”
“ถ้าตอนนี้มีแปรงขัดส้วมอยู่ละก็ คุณชายอย่างฉันคงช่วยล้างปากนายเองแล้ว” โจวซื่อหรานหรี่ตา กำหมัดจนข้อนิ้วลั่นกร๊อบ
สงครามกำลังจะปะทุ
แม้แต่ทีมงานที่กำลังจับตาดูอยู่นอกกล้องก็พากันระวังตัวขึ้นมาพร้อมกัน—
“หยุด!”
ซังหลิงยื่นมือเล็ก ๆ ออกมา ทำท่าห้าม
ทุกสายตาพลันหันมามองเธอ
ซังหลิงสบสายตาพวกเขาแล้วพูดว่า “พี่ ๆ ถ้ายังจะตีกัน ช่วยออกไปตีกันข้างนอกได้ไหมคะ บ้านเราจนมาก ถ้าข้าวของพัง แม่ต้องเสียดายมากแน่ ๆ”
“เด็กคนนี้นี่...” โจวฉงฮวาได้แต่ถอนใจ แม้เธอจะเสียดายจริง ๆ แต่ลูกสาวของเธอพูดตรงเกินไปหน่อยหรือเปล่า?
เด็กสาวมีดวงตาสุกใส ฟันขาวเรียงสวย ตอนพูดเรื่องเหล่านี้ ใบหน้าเล็ก ๆ ไม่มีท่าทีเรียกร้องความสงสารเลยแม้แต่น้อย ราวกับแค่กำลังบอกข้อเท็จจริง
เพราะเธอสวยเกินไป โจวซื่อหรานกับเสิ่นเจวี๋ยจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กสาวนั่งอยู่บนม้านั่งยาวที่ไม่มีพนักพิง สภาพภายในบ้านเรียบง่าย ร่องรอยอิฐบนผนังเผยให้เห็นโต้ง ๆ
แม้จะทำความสะอาดไว้ดี แต่ก็ไม่ได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกมุมล้วนเผยความขัดสนและยากจน
ทว่าเพราะมีซังหลิงอยู่ สิ่งเหล่านั้นจึงถูกมองข้ามไปหมด
แทบทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่เธอ
ไฟโทสะในใจโจวซื่อหรานมอดดับพรึ่บ ขณะเดียวกันก็รู้สึกคล้ายมีก้อนสำลีอุดอยู่ในอก ทำให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแน่น “ที่บอกว่า ‘อีก’ นี่หมายความว่ายังไง? ในสายตาเธอ ฉันเป็นคนชอบต่อยตีขนาดนั้นเลยเหรอ? ก็แค่โต๊ะเก่า ๆ เก้าอี้พัง ๆ ไม่ใช่หรือไง ไว้เดี๋ยวฉันเปลี่ยนให้ใหม่หมดเลย!”
ไม่สิ น่าจะซื้อบ้านใหม่ให้เธอไปเลย ที่นี่ไม่เหมาะกับเธอ
โจวซื่อหรานพูดแทนสิ่งที่เสิ่นเจวี๋ยอยากพูดไปแล้ว ปกติเขาเป็นคนพูดน้อย ยิ่งตอนนี้ยิ่งรู้สึกว่าโจวซื่อหรานช่างพูดช่างจา ถ้ารายการนี้ไม่มีโจวซื่อหรานก็คงดี
ซังหลิงฟังคำพูดของโจวซื่อหรานโดยไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะบ้านของพวกเธอก็มีแต่โต๊ะเก่าเก้าอี้พังจริง ๆ แต่ว่า...