จางอวี้หัวตกตะลึงอยู่ในใจ สีหน้าของเธอเองก็เรียกได้ว่าไม่สงบนิ่งเลยสักนิด
คุณย่าฉินเรียกซังหลิงไปกินข้าวงั้นเหรอ?!
ฉินจื้อกล่าวว่า “ก่อนพี่ชายเธอจะไป เขาทิ้งคูปองอาหารกับเงินไว้ให้ ต่อไปเธอก็มากินข้าวที่บ้านฉันได้”
ซังหลิงกะพริบตาปริบ ๆ เรื่องนี้มีจริงด้วยเหรอ? ทำไมซังเหล่ยไม่เห็นบอกเธอเลย?
ฉินจื้อเร่งเสียงเรียบ “ยังไม่ไปอีกเหรอ?”
“อ้อ”
ในอ้อมแขนของซังหลิงยังมีกระสอบข้าวสารอยู่
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกจางอวี้หัว แล้วก็ไม่ได้เอาข้าวสารกลับไปเก็บด้วย พอคิดว่าอย่างไรเสียตัวเองก็ทำกับข้าวไม่เป็น สู้หอบไปบ้านตระกูลฉินเลยดีกว่า
คำอธิบายของฉินจื้อใช้ได้ผลมาก อย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นหาข้อตำหนิไม่ได้ในที่แจ้ง
ซังหลิงวิ่งเหยาะ ๆ ตามฉินจื้อไป
จ้าวเสี่ยวเหมยพูดอย่างอิจฉา “พี่ซังหลิงมีพี่ชายที่ดีกับเธอจริง ๆ เลยนะ”
“นั่นสิ” จางอวี้หัวเห็นด้วย
หวังหลิงหลิงเบ้ปาก ความขุ่นเคืองเอ่อทะลักอยู่ในใจ
“จะมีเหตุผลแบบนี้ได้ยังไง ในเมื่อเธอลงชนบทมาแล้ว ก็ควรใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเยาวชนผู้มีการศึกษาสิ! ตอนนี้ยังทำตัวแบบนายทุนอีก ไม่รู้จักรักษาชื่อเสียงของพวกเราเลย!”
จางอวี้หัวมองหวังหลิงหลิงออกตั้งนานแล้ว
ทั้งโง่ทั้งร้ายดีจริง ๆ ยังดีที่ความโง่ของคนแบบนี้แสดงออกมาชัดเจน ดูออกง่าย แค่ชวนให้รำคาญเท่านั้น
จางอวี้หัวพูดเรียบ ๆ “ในเมื่อเธออยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนอื่น งั้นเดือนนี้ฉันไม่มีเสบียง เธอช่วยแบ่งให้ฉันสักหน่อยได้ไหม?”
“ทำไมฉันต้องให้!” หวังหลิงหลิงตวาด ดวงตาเบิกกว้าง “เธอลงชนบทมาตั้งหลายปีแล้ว ยังจะให้เยาวชนผู้มีการศึกษาใหม่อย่างฉันช่วยอีกเหรอ?”
