“อาจ้าน ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันแล้วนะ”
คุณแม่เจียงเห็นโจวจ้านเดินเข้ามา ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เด็กคนนี้เธอเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต จึงยิ้มถามอย่างอารมณ์ดี
“ทุกอย่างราบรื่นดีครับ บางครั้งก็ไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ใช้ชีวิตเกษียณล่วงหน้าไปเลย”
โจวจ้านยิ้มบาง ๆ ท่วงท่าสง่างามสุขุมราวกับสุภาพบุรุษผู้ได้รับการขัดเกลาอย่างดี
เขาเลือกที่นั่งตามสบาย
แต่กลับบังเอิญนั่งตรงข้ามซังหลิง แค่เงยหน้าขึ้นหรือเหลือบตามอง ก็เห็นคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามได้ทันที
ความรู้สึกแบบนี้กลับชวนให้กดดันยิ่งกว่านั่งอยู่ข้าง ๆ เสียอีก
ซังหลิงเผลอสบตากับโจวจ้านเข้า เธอชะงักไปเล็กน้อย
โจวจ้านเบือนสายตาออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ มุมปากยกขึ้นนิด ๆ
คุณแม่เจียงกล่าวว่า “พักผ่อนบ้างก็ดีเหมือนกันนะ ฉันยังอยากให้อาอวี่เรียนรู้จากเธอให้มากกว่านี้ด้วยซ้ำ วัน ๆ เอาแต่ทำงาน ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำงานไปมีอะไรดี เราก็ไม่ได้เลี้ยงเขามาอย่างขาดตกบกพร่องเสียหน่อย ทำไมถึงได้กลายเป็นคนเห็นเงินสำคัญขนาดนี้นะ เงินหาเท่าไรก็ไม่มีวันหมดหรอก แต่เรื่องสำคัญในชีวิตนี่สิ เขากลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด!”
พออยู่ต่อหน้าโจวจ้าน เธอก็อดบ่นออกมาไม่ได้
จังหวะนั้นเอง คนรับใช้ยกน้ำชามาให้ โจวจ้านรับมาแล้วพยักหน้าขอบคุณ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเจือรอยยิ้ม “คุณป้าอย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ พวกเราออกจะอิจฉาเจียงเชียนอวี่กันแทบแย่—”
สายตาของเขาไหววูบ เก็บภาพหญิงสาวที่ทำอะไรไม่ถูกไว้ในแววตา เธอก้มหน้า ติ่งหูอวบอิ่มซ่อนอยู่ในกลุ่มผมดำ แดงราวหยกโลหิตชิ้นหนึ่ง
