“น่าโมโห!”
ซังหลิงฟังไปได้ครึ่งเดียวก็ทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว
“แล้วสุดท้ายล่ะ? ไอ้สารเลวนั่นมีจุดจบยังไง?”
พูดได้เลยว่าปฏิกิริยาของซังหลิงเหนือความคาดหมายของเฉินมู่เสวี่ยอีกครั้ง
เธอนึกว่าซังหลิงจะตกใจกลัวเสียอีก
“...องค์หญิง ตอนนี้เป็นยุคโลกาวินาศ ระเบียบสังคมพังทลายไปนานแล้ว เขามีพลังพิเศษติดตัว ไม่รู้ว่าใช้ชีวิตในยุคโลกาวินาศได้สบายแค่ไหน”
ถึงขั้นรวบรวมลูกน้องไว้ไม่น้อย
ซังหลิงโมโหจริง ๆ แล้ว
“หมายความว่าเขาไม่เพียงไม่ถูกลงโทษแม้แต่นิดเดียว แต่ยังใช้ชีวิตสุขสบายมากด้วยงั้นเหรอ?”
เฉินมู่เสวี่ยยักไหล่ “เห็น ๆ กันอยู่ อย่างน้อยตอนที่ฉันเจอเขาเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็ใช้ชีวิตสุขสบายจริง ๆ”
ซังหลิงรู้สึกว่าโกรธจนแทบจะกระทบลูกในท้องแล้ว
เธอกุมท้องไว้ “อย่าให้ฉันเจอเขาเชียวนะ!”
เฉินมู่เสวี่ยหัวเราะ เธอมองซังหลิงที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอม “จะทำอะไรน่ะ ฉันแนะนำว่าอย่าวู่วาม เจอคนถ่อยแบบนี้ก็รีบหนีไปให้ไกลที่สุด อย่าคิดเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเด็ดขาด”
ซังหลิงขมวดคิ้ว ใบหน้าเล็ก ๆ เคร่งขรึม จ้องเธอเขม็ง
“ฉันว่ามันไม่ถูกนะ ความสมัครใจกับการถูกบังคับมันคนละเรื่องกันอยู่แล้ว เขาบังคับคนอื่น แบบนั้นก็คือข่มขืน” เธอกำหมัดแน่น ถ้าเธอเจอเข้าจริง ๆ จะต้องฉีกไอ้เศษสวะพวกนั้นให้เป็นชิ้น ๆ “สารเลวพวกนี้สมควรถูกกำจัดทิ้งอย่างมีมนุษยธรรม!”
เฉินมู่เสวี่ย “...ไม่คิดเลยว่าเธอจะมีความยุติธรรมขนาดนี้”
ซังหลิงฮึดฮัดสองทีแล้วปรายตามองเธอ “คนที่ตัดสินคนอื่นจากหน้าตาอย่างเธอ ฉันเจอมานักต่อนักแล้ว”
