เซี่ยสุยคิดว่า บนโลกนี้คงไม่มีคำพูดไหนมีน้ำหนักเท่าประโยคเมื่อครู่นี้อีกแล้ว
เขารู้สึกโล่งใจสบายอกสบายใจ ราวกับนักเดินทางในทะเลทรายที่แห้งแล้งมานานได้พบสายฝน
ถึงขั้นมีอารมณ์มองฮั่วฉี่เฉินเป็นเรื่องขบขัน
ดูสิ ท่าทางเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ—
น่าเกลียดจริง ๆ
อย่าทำให้หลิงหลิงเห็นเข้าล่ะ
“หลิงหลิง...”
น้ำตาร้อนผ่าวหยดลงบนหลังมือของซังหลิง ฮั่วฉี่เฉินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขากำปลายนิ้วของเธอแน่นขึ้น “อย่าทำกับผมแบบนี้...”
ซังหลิงมองฮั่วฉี่เฉินที่เจ็บปวด แต่กลับไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิดไว้
เธอยื่นมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าเขา
“อย่าร้องไห้เลย ฮั่วฉี่เฉิน ตอนร้องไห้คุณดูไม่ดีเลยสักนิด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮั่วฉี่เฉินถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองร้องไห้อยู่
เขาซุกใบหน้าลงบนฝ่ามือของซังหลิง
ราวกับสาวกที่กำลังวิงวอนขอให้เทพเจ้าทรงอภัย
“ขอโทษ ผมซื่อบื้อเกินไป”
สิ่งที่เรียกว่า ‘ความรักฉันพี่น้อง’ ซึ่งเขาคิดเอาเอง ปิดบังดวงตาของเขาไว้
ซังหลิงปล่อยให้ฮั่วฉี่เฉินพิงอยู่บนตัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “เซี่ยสุย”
เพียงประโยคเดียว เซี่ยสุยก็เข้าใจว่าตัวเองควรออกไป ปล่อยพื้นที่ให้ทั้งสองคนได้คุยกัน
เขาเม้มปาก ดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
เหลือบมองซังหลิงอย่างขุ่นเคือง
“รู้แล้ว งั้นผมไปห้องนอนนะ แต่หลิงหลิง” เซี่ยสุยตัดพ้อ “เดี๋ยวคุณต้องไล่เขากลับไป ห้ามให้เขาอยู่บ้านเรา”
คำว่า ‘เรา’ กับ ‘บ้าน’ ถูกเซี่ยสุยเน้นเสียงเป็นพิเศษ
ฮั่วฉี่เฉินแทบจะกัดฟันกรอด
แต่กลับได้ยินซังหลิงตอบเสียงเบาว่า “ได้”
