แต่ไป๋อี้เหนียนที่โหยวจิ่นได้พบในตอนนี้ ทำให้หญิงสาวผู้เปี่ยมความมั่นใจต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรก ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดเลยสักนิด ผู้หญิงเป็นฝ่ายเข้าหา ขอช่องทางติดต่อก่อนขนาดนี้ ยังไม่พอจะบอกได้หรือว่าอีกฝ่ายอยากจีบเขา??
โหยวจิ่นพยายามดิ้นรนต่อรอง “ถ้าอย่างนั้นเป็นเพื่อนกัน...”
ไป๋อี้เหนียนตอบ “ไม่รับคนแปลกหน้าเป็นเพื่อน”
ยามพูดไม่ออก คนเราก็อยากหัวเราะขึ้นมาจริง ๆ “พลตรีคะ จากคนแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อนกัน ยังไงก็ต้องผ่านขั้นตอนหนึ่ง คุณรับฉันเป็นเพื่อนจริง ๆ ไม่ได้เหรอคะ?”
ไป๋อี้เหนียนกดหว่างคิ้ว นี่เป็นท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขามักทำเวลาเริ่มหงุดหงิด
เขาเอียงหน้า มองไปทางที่ซังหลิงอยู่
คิดไม่ถึงว่าเธอจะเบียดอยู่กับเพื่อน ๆ ดวงตาเป็นประกาย จ้องมองพวกเขาราวกับกำลังดูเรื่องสนุก
ไป๋อี้เหนียนกำหมัดแน่น ทุกครั้งซังหลิงก็ทำให้เขาโมโหได้สำเร็จ
เขาสูดลมหายใจ ก่อนลุกพรวดขึ้นยืน
ร่างสูงใหญ่กำยำแผ่แรงกดดันเข้ามาในทันที
ใต้เงาที่ทอดคลุม โหยวจิ่นได้ยินเสียงเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้น พร้อมบรรยากาศอึมครึมรอบตัวเขา
“ถ้าไม่มีธุระแล้ว คุณกลับไปได้”
ยังพูดไม่ทันจบ ชายหนุ่มก็เดินผ่านเธอไป ก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าไปอีกทาง
ในที่สุดใบหน้าของโหยวจิ่นก็เผยความกระอักกระอ่วนที่ยากจะปกปิด ภายในห้องมีคนอยู่มากมาย สายตาที่มองมาอย่างใคร่รู้บ้าง เห็นใจบ้าง ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษ
แต่เธอไม่ได้จากไปในทันที กลับหันไปมองตามแผ่นหลังของไป๋อี้เหนียน
ไป๋อี้เหนียนเดินมาหยุดตรงหน้าซังหลิง แล้วเอื้อมมือมาบีบแก้มเธอโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
