บทที่ 3: ความขยันชดเชยความอ่อนแอ
……
วันรุ่งขึ้น เสิ่นเยวี่ยไปสถานีโทรทัศน์ตั้งแต่เช้าตรู่
สถานีโทรทัศน์มีโรงอาหาร และโรงอาหารก็มีอาหารเช้า
เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าอาหารเช้าที่นี่คิดเงินแค่ของหลัก ซาลาเปาลูกละห้าสิบเฟิน โจ๊กถ้วยละห้าสิบเฟิน ส่วนอย่างอื่นไม่คิดเงินเลย…
ตอนที่เจ้าของร่างเดิมยังเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่น สมองเหมือนมีน้ำเข้าบ้างออกบ้าง ทำเรื่องให้คนอื่นพูดไม่ออก แต่เรื่องเดียวที่ทำถูกมากคือเซ็นสัญญามาทำงานกับสถานีโทรทัศน์
แค่สวัสดิการเรื่องกินก็ดีเลิศแล้ว
เธอเดินไปหยิบอาหารเช้า กวาดมาเผื่อถึงสี่คน ถ้าไม่กลัวเด่นเกินไป เธอเอาของแปดคนไปเลยก็ได้
วันนี้เธอใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อยืดสีขาว เสื้อผ้าที่เสิ่นเยวี่ยหาอยู่นานกว่าจะเจอ ไม่เกะกะเวลาสู้ แถมหน้าก็ไม่ได้แต่ง
ป้าโรงอาหารจำเธอไม่ได้ มองอย่างเอ็นดู “หนูเป็นเด็กฝึกงานมาใหม่ปีนี้ใช่ไหม”
เสิ่นเยวี่ยผงกหัว เธอก็คือคนที่มาใหม่
ป้าพูดอีกว่า “ซื้อกับข้าวฝากเพื่อนร่วมงานเหรอ”
เสิ่นเยวี่ยทำได้แค่ยิ้มแหย
เธอยกกล่องอาหารสี่กล่องแน่น ๆ รีบเดินจากมา มีของมากมายขนาดนี้ แต่ใช้เงินไปแค่สองหยวน
เธอดีใจมาก
ตอนนี้เธอคือผีไม่มีเงินตัวจริง เจ้าของร่างเดิมใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไป รูดบัตรไม่จำกัดไม่เคยคิดเก็บอะไรไว้สำหรับอนาคตเลย ตอนนี้บัตรทุกใบถูกอายัด ตอนย้ายออกดันเอาติดตัวแค่เสื้อผ้า แล้วย้ายเข้าไปอยู่ในหอพักที่ตอนเซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์เตรียมไว้ให้อย่างลนลาน
เจ้าของร่างเดิมยังรอให้โอวหยางซือคู่หมั้นมาตามหา เฝ้าฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิงที่สิ้นไร้ไม้ตอกงั้นหรือ?
เจ้าของร่างเดิมจะไม่มาโรงอาหาร ยอมจนตายก็ไม่มา
แต่เสิ่นเยวี่ยตัดสินใจแล้วว่าต่อไปถ้ามีโอกาสจะมาทุกวัน มาทุกมื้อเลย
ตอนเช้าคนที่มาโรงอาหารส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ผู้ใหญ่หน่อย เด็กหนุ่มสาวตื่นไม่ไหว ถึงตื่นได้ก็ไม่อยากมาโรงอาหาร เพราะชอบเหมาว่าโรงอาหารไม่อร่อย
ชายชราสองสามคนเดินมาเจอเด็กสาวคนหนึ่ง ยิ้มสดใสมีชีวิตชีวามาก ทำให้อารมณ์ดีไปด้วย
พอเห็นว่าในมือเธอหิ้วอาหารสี่กล่อง ก็ถามว่า “แผนกไหนนะ”
เสิ่นเยวี่ยเห็นคนอายุมากกว่า เธอเลยยืนเรียบร้อย บอกว่า “อาจารย์คะ หนูเป็นเด็กฝึกงานค่ะ”
เมื่อกี้ป้าโรงอาหารก็พูดแบบนี้แหละ
“ดี ๆ” ผู้เฒ่าชมเปาะ
ท้องเสิ่นเยวี่ยร้องจ๊อก ๆ แล้ว เธอจึงรีบเผ่นไม่รอช้า
ชายชราหันกลับไปมองเธอ รู้สึกขำนิดหน่อย เด็กสาวไม่รู้จักพวกเขาเลย
“คนหนุ่มสาวนี่มีชีวิตชีวาจริง ๆ เลยนะ”
ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมคงขำเหมือนกัน พวกผู้เฒ่าไม่รู้จักเธอเลยทั้งที่เธอคือคุณหนูใหญ่นามสกุลดังที่ล้มละลาย
……
เสิ่นเยวี่ยหามุมที่ไม่มีใครกินข้าวเช้า
ไม่ได้กินอย่างตะกละตะกลาม แต่กินเร็วมาก พอกินหมดกล่องหนึ่งก็เก็บ แล้วหยิบอีกกล่องออกมา มองเผิน ๆ เหมือนแค่กินกล่องเดียว
หน้าตาของร่างกายนี้สวยมาก เหมือนนักฝึกตนสายเวทในความคิดของเสิ่นเยวี่ย
เมื่อวานเธอยังไม่รู้สึกอะไร กลับไปล้างหน้าก็ถึงเพิ่งรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่รู้ทำไมทาครีมอะไรยุ่งเหยิงไปหมดบนหน้า ทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่
พอหน้าสะอาด ดูเด็กกว่าความเป็นจริงมาก
ดูบอบบางเหมือนนักฝึกตนสายเวทที่เวลาหิวน้ำก็กินแต่น้ำค้าง เวลาหิวข้าวก็กินแต่น้ำค้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายนี้เตี้ยและผอมเกินไป เธอชั่งน้ำหนักได้แค่ 91 จิน สูง 169 เซนติเมตร
น่าอายสุด ๆ บอบบางราวกับลมจะพัดปลิว
มิน่าล่ะเมื่อวานแค่ขยับตัวนิดหน่อย ร่างกายยังรู้สึกปวดร้าวไม่สบาย
ร่างที่อ่อนแอลากถ่วงวิญญาณที่แข็งแรงของเธอ
หุ่นที่เธอต้องการอย่างน้อยต้องสูง 185 เซนฯ หนัก 160 จิน แข็งแรงกำยำล่ำสัน พละกำลังมหาศาล ไปไหนมาไหนมีหน้ามีตา ดูเหมือนทนต่อการโจมตีได้ดีเยี่ยม
เสิ่นเยวี่ยกินข้าวเช้าอย่างตั้งใจ ทั้งฮวาเจวียน ไข่ กระหล่ำปลี เนื้อเอ็นวัว หมูต้มเปล่า ซุปพริก…
เธอกินอย่างมีความสุข
อร่อยมากจริง ๆ
ในฐานะนักฝึกตนสายกายา เธอกินจุมาก กินเป็นถังคือเรื่องปกติ
แต่ตอนนี้สภาพร่างกายไม่ไหว อาหารสี่กล่องก็อิ่มได้แค่เจ็ดแปดส่วน แถมยังแน่นท้องอีก
อาหารสมัยนี้อร่อยก็จริง แต่ไม่มีพลังวิญญาณ แถมไม่มีพลังวิญญาณ รู้สึกว่ากินเยอะ ๆ ยังทำให้มีพลังแฝงติดขัดด้วยสิ เฮ้อ
ตอนกินอาหารกล่องสุดท้าย เสิ่นเยวี่ยก็ยังรู้สึกห่อเหี่ยว
เรี่ยวแรงของเธอตอนนี้น่าอายยิ่งกว่า
เมื่อคืนเสิ่นเยวี่ยลองทดสอบดู เอารถวิ่งออกกำลังกายเข็นให้เคลื่อนที่ยังไหว แต่จะขยับเสา เป็นไปไม่ได้เลย (เสาโครงสร้าง: ขอบใจนะ -_-||)
ต้องออกกำลังกายแล้วล่ะ ความขยันชดเชยความอ่อนแอ!
เสิ่นเยวี่ยตัดสินใจว่าจะพัฒนาตัวเองก่อน
……