หลินเย่เงยหน้ามองท้องฟ้า
ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาทางตะวันตก แสงสว่างค่อย ๆ เลือนหาย ดวงดาวและจันทร์ปรากฏขึ้นแล้ว
ค่ายฝึกมีกฎระเบียบของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ตอนออกจากค่าย ถานหลินกำชับไว้เป็นพิเศษว่า จะเริ่มเคอร์ฟิวตอนสามทุ่ม
ทุกคนต้องกลับมาก่อนเวลานี้
ตอนนี้ใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว ยังไงพรุ่งนี้ก็กลับมาฝึกเก็บเลเวลต่อได้
เดี๋ยวค่อยลองถามผู้ฝึกสอนดูว่า ขอค้างข้างนอกได้ไหม แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมา
หลินเย่เก็บกระบี่เหล็ก แล้วหันหลังเดินกลับ
เดินไปได้พักหนึ่ง หลินเย่ก็เห็นจากระยะไกลว่า ทางตะวันตกของเมืองร้างมีอ่าวแห่งหนึ่ง เปล่งประกายสีฟ้าเข้มระยิบระยับ
ข้างอ่าวมีแสงไฟจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ คล้ายแสงจากเรือประมง
จากทิศทางที่เดินมา ที่นั่นน่าจะเป็นบริเวณตะวันออกสุดของเมืองร้าง
คำพูดที่เจ้าเหมิงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ผุดขึ้นในหัวของหลินเย่
ตลาดท่ามืดงั้นหรือ?
ยังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว แวะไปดูก็ยังทัน
หลินเย่เร่งฝีเท้า
ไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าซากปรักหักพังรอบตัวเริ่มเบาบางลง มีทางเดินที่เห็นชัดว่ามนุษย์เป็นผู้เก็บกวาด พื้นดินถึงกับมีรอยล้อรถปรากฏให้เห็น
เมื่อเลี้ยวผ่านตึกร้างสูงใหญ่หลังหนึ่ง ภาพตรงหน้าก็พลันเปิดกว้าง
ท่าเรือที่ทอดยาวหลายสิบกิโลเมตรปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหลินเย่
ในท่าเรือมีเครนสูงร้อยเมตรตั้งตระหง่านอยู่ ทั้งยังมีโครงกระดูกปลายักษ์ไม่ทราบชนิดตัวหนึ่ง ความยาวลำตัวถึงเจ็ดสิบแปดสิบเมตร ห้อยแขวนอยู่บนนั้น
เครนจำนวนนับไม่ถ้วนมีหลังคากันฝนคลุมไว้ ใต้หลังคาห้อยเรียงรายด้วยแสงไฟ มองจากไกล ๆ ราวกับโครงกระดูกมังกรยักษ์ที่เปล่งแสง
เรือเดินสมุทรยักษ์หลายลำที่ครั้งนั้นออกจากท่าไม่ทัน จอดตากแห้งอยู่ในแอ่งท่าเรือเก่า ผู้คนดัดแปลงพวกมันเป็นหอคอยเรืออย่างเป็นระเบียบ ด้วยแผ่นเหล็กและไม้ที่นำมาต่อเติมกันอย่างลวก ๆ
นอกเขื่อนที่หักพัง คือทะเลที่ถูกพลังงานห้วงเหวกัดกร่อน พอตกกลางคืน ผิวน้ำก็เรืองแสงสีฟ้าเข้ม
ภาพตรงหน้าทำให้หลินเย่รู้สึกราวกับก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง
