“หยุด ๆ หยุดก่อน!”
หลินเย่ยกมือขึ้นห้ามเด็กสาวไม่ให้ถอดเสื้อต่อ
ชางหยวนชะงัก มือทั้งสองหยุดค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าดูงุนงง
นางเตรียมใจไว้ตั้งนานแล้ว สำหรับนาง การได้รับใช้เทพเจ้าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น นางเคยให้สัญญากับหลินเย่ไว้ก่อนแล้วว่า หากเขาช่วยหมู่บ้านได้ ไม่ว่าเขาจะขออะไร นางก็ยินดีตอบตกลง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาเทพตรงหน้าที่รูปงามสง่าผ่าเผย เปี่ยมด้วยกลิ่นอายเหนือสามัญ
ชางหยวนก้มหน้า เสียงเบาราวกับยุงบิน “มหาเทพ… ท่านปู่บอกว่าท่านเพิ่งฟื้นขึ้นมา ความทรงจำสูญหาย และสนใจมรดกสืบทอดของเผ่าพวกเรา”
“ครั้งนี้ข้าจึงมาเพื่อถ่ายทอดมรดกของจอมวิญญาณให้ท่านด้วยตนเอง”
หลินเย่ชะงักไป
เขาสนใจจริง ๆ นั่นแหละ
และยังคิดอยากได้อาชีพยุคบรรพกาลมาครอบครองสักอาชีพด้วย
“เจ้า… ตั้งใจจะถ่ายทอดให้ฉันยังไง…?”
แก้มของชางหยวนร้อนผ่าว “การถ่ายทอดคัมภีร์วิญญาณต้องอาศัยการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว และทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง”
หลินเย่ยังไม่ทันได้ไตร่ตรองความหมายของแปดคำนี้ให้ถี่ถ้วน ชางหยวนก็ถอดเสื้อท่อนบนออกแล้ว
แต่นางหันหลังให้หลินเย่
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป หลินเย่ตั้งตัวไม่ทัน
แต่ในวินาทีถัดมา หลินเย่ก็สังเกตเห็นว่าบนแผ่นหลังสีข้าวสาลีเกลี้ยงเกลาของเด็กสาว มีลวดลายมายาลึกลับซับซ้อนปรากฏขึ้นเป็นสาย
มันคือเงาร่างของสิ่งมีชีวิตหกขาสี่ปีก ดูสง่างามแข็งแกร่งดุจเทพเจ้า ทั่วร่างเปล่งประกายสีเขียวมรกตจาง ๆ
แค่จ้องมองลวดลายเหล่านั้น หลินเย่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคมกริบที่พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
จากนั้น ชางหยวนก็หยิบไหดินเผาหยาบ ๆ ใบหนึ่งออกมาจากด้านข้าง ภายในบรรจุของเหลวสีขาวข้นบางอย่าง
นางหยิบแผ่นกระดูกออกมาอีกกอง แล้วผสมน้ำร้อนที่เตรียมไว้เข้ากับของเหลวสีขาว ใช้นิ้วคนเบา ๆ จนเข้ากัน
ต่อมา นางคลี่หนังสัตว์เก่า ๆ ผืนหนึ่งออกบนผนังไม้ของห้อง
บนหนังสัตว์มีอักขระบิดเบี้ยวสลักไว้แน่นขนัด แต่ภายใต้แสงไฟสลัวกลับเห็นเป็นเงาเลือนราง มองไม่ออกเลยว่าเขียนอะไรไว้
ชางหยวนหันกลับมา สีหน้าเคร่งเครียดและจริงจังอย่างยิ่ง “มหาเทพ โปรดดื่มน้ำนมนี้ แล้วอ่านคัมภีร์วิญญาณไปพร้อมกับข้า…”
