ณ โถงหลักของตระกูลหลิน
หลินชิ่งจือ ผู้นำตระกูลนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความปิติยินดีฟังคำป้อยอของฝูงชน มองรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของคนเหล่านั้น เขามีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ใครใช้ให้เขามีบุตรสาวที่สร้างเกียรติภูมิเล่า
นับแต่หลินหวยเยว่โดดเด่นขึ้นมาและเข้าร่วมสำนักอวี้โซ่ว ตระกูลและอิทธิพลต่าง ๆ ที่มาประจบสอพลอก็แทบจะเหยียบธรณีประตูตระกูลหลินพัง
ช่วงนี้ หลินชิ่งจือเห่อเหิมยิ่งนัก
ไม่ว่าตระกูลที่มีกำลังพอ ๆ กับตระกูลหลิน หรือแข็งแกร่งกว่าบ้าง หลินชิ่งจือก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาอีกต่อไป
อีกไม่นาน
เมื่อหลินหวยเยว่เติบโตขึ้นมา ตระกูลหลินก็จะพลอยทะยานตามขึ้นไปด้วย
“ท่านผู้นำตระกูล เรื่องใหญ่แล้วขอรับ…” คนรับใช้ชราผู้หนึ่งพุ่งพรวดเข้าไปในโถงหลัก
“วัน ๆ เอาแต่ลุกลี้ลุกลน มีอะไรก็ว่ามา” หลินชิ่งจือตวัดตามองคนรับใช้ชรา ไม่เห็นหรือว่ามีแขกอยู่?
คนรับใช้ชรารีบเข้าใจความหมาย รุดเข้าไปกระซิบ “ท่านผู้นำตระกูล ฉินอวิ๋นคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียนมาก่อกวนที่โถงหน้าครับ ล่วงล้ำเข้ามาแล้ว”
สีหน้าของหลินชิ่งจือเปลี่ยนไปในทันที
“ทุกท่าน วันนี้ข้ามีเรื่องเร่งด่วนต้องจัดการ ขอเชิญใหม่สักวันหน้า ใครอยู่บ้าง พาแขกไปส่งทางประตูเหนือ”
คนรับใช้ชรารุดไปนำแขกไปยังประตูเหนือทันที
ท้ายที่สุด ภายในโถงหลักเหลือเพียงหลินชิ่งจือกับบุรุษหนุ่มสวมเกราะสีเขียวคนหนึ่ง
ผู้นี้เป็นญาติห่าง ๆ ฝ่ายมารดาของหลินชิ่งจือ ผจญภัยอยู่ภายนอกตลอดปี เพิ่งมาขอพึ่งพาเมื่อไม่นาน หลินชิ่งจือเห็นว่าเขายังหนุ่มและการฝึกตนไม่เลวเลยจึงเก็บไว้ข้างกาย
“ท่านอาเขย เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” บุรุษเกราะเขียวถาม
“ฉินอวิ๋นคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียนมาหาเรื่องตระกูลหลินพวกเรา” หลินชิ่งจือพูดพลางทำหน้าขรึม
“ไอ้ขยะนั่นกล้ามาหาเรื่องหรือ? ข้าบอกแล้วว่าเขาย่อมไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ แบบนี้ ก็คุณหนูหวยเยว่ผู้น้องนั้นไม่เหมือนวันวานแล้ว เป็นผู้บำเพ็ญชั้นยอดในอนาคต ทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากท่านผู้เฒ่าอวี้โซ่วอีกด้วย” บุรุษหนุ่มในชุดเกราะอ่อนสีเขียวเอ่ยเสียงฮึ่ม
หลินชิ่งจือพยักหน้าเอ่ยว่า “ที่เจ้าพูดไม่ผิด ฉินอวิ๋นนี่ก็เห็นว่าหวยเยว่กำลังจะทะยานขึ้นฟ้า เขาไม่ยอมจำนนจึงมาหาเรื่องตระกูลหลินเรา”
“หากเป็นเมื่อก่อน ตระกูลหลินเรายังเกรงใจเขาสักหน่อย ตอนนี้ไม่ต้องกลัวเขาแล้ว”
ตระกูลหลินออกจากสำนักเสวียนเทียนไปแล้ว เปลี่ยนเข้าสังกัดสำนักอวี้โซ่ว
ถึงฉินอวิ๋นจะเป็นคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียนแล้วอย่างไร ยังกล้ากลืนกินตระกูลหลินหรือไม่? ถึงตอนนั้นตระกูลหลินก็แค่รายงานต่อสำนักอวี้โซ่ว
สำนักอวี้โซ่วก็จะไม่นั่งดูดาย
“นอกจากฉินอวิ๋นแล้ว ในสำนักเสวียนเทียนยังมีใครติดตามเขามาที่ตระกูลหลินเราอีก?” หลินชิ่งจือขมวดคิ้วถามคนรับใช้ชรา
“ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว มีเพียงฉินอวิ๋นคนเดียวขอรับ” คนรับใช้ชรารีบตอบ
“แค่เขาคนเดียว?”
หลินชิ่งจือกลับมีสีหน้าตกตะลึง
ปกติเมื่อฉินอวิ๋นออกนอกสำนัก อย่างน้อยจะมีผู้อาวุโสของสำนักเสวียนเทียนติดตามมาด้วยหนึ่งคน แต่ครั้งนี้กระทั่งผู้อาวุโสยังไม่พามาเลย กล้าวิ่งมาหาเรื่องถึงตระกูลหลิน?
ฉินอวิ๋นนี่นึกว่าเขาคือคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียน จะไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาหรือ?
หากไม่ใช่เพราะปกติมีผู้อาวุโสคุ้มกันอยู่ ฉินอวิ๋นคงตายไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
“ท่านอาเขย สำนักเสวียนเทียนคงจะทิ้งฉินอวิ๋นไอ้ขยะนี่ไปแล้วกระมัง” บุรุษเกราะเขียวหรี่ตาลงพูด
“ทิ้งฉินอวิ๋น? ไม่น่าจะเป็นไปได้…” หลินชิ่งจือขมวดคิ้วแน่น
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ท่านดูเถิด ก่อนหน้านี้ฉินอวิ๋นออกข้างนอกจะมีผู้อาวุโสติดตาม แต่ตอนนี้กลับไม่มีผู้อาวุโสตามมา”
“นี่แสดงให้เห็นอะไร?”
“แสดงว่าสำนักเสวียนเทียนไม่ให้ความสำคัญกับเขาแล้ว”
“อีกอย่าง คุณหนูประกาศต่อสาธารณะว่าจะออกจากสำนักเสวียนเทียน สำนักเสวียนเทียนก็ขายหน้าหมดแล้ว แถมยังไปล่วงเกินสำนักอวี้โซ่วเพราะเรื่องนี้”
“ผู้คนระดับสูงของสำนักเสวียนเทียนกำลังโกรธกริ้ว แต่กลับระบายออกมาไม่ได้ แล้วมาเห็นว่าฉินอวิ๋นเป็นแค่ขยะ ย่อมต้องระบายโทสะใส่เขาเป็นแน่”
“ไอ้ขยะฉินอวิ๋นนี่หากไม่ใช่เพราะถูกรังแกมา เขาจะวิ่งมาที่ตระกูลหลินเอะอะโวยวายทำไมกัน?”
เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของบุรุษเกราะเขียว หลินชิ่งจือก็เห็นว่ามีเหตุผล
จากความเข้าใจของเขาที่มีต่อฉินอวิ๋น
บิดามารดาของฉินอวิ๋นนั้นไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด เจ้าสำนักเสวียนเทียนก็หายสาบสูญไปหลายปี ตอนนี้ก็มีเพียงผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักเสวียนเทียนและคนอื่น ๆ ที่คอยดูแลอยู่เท่านั้น
หากเขาเป็นผู้คนระดับสูงของสำนักเสวียนเทียน ก็จะต้องขับไล่ฉินอวิ๋นไอ้ขยะที่ไม่มีที่พึ่งพิงนี้ออกจากสำนักเสวียนเทียนแน่นอน ดีกว่าจะเก็บไว้ให้เปลืองทรัพยากร
“ท่านผู้นำตระกูล ฉินอวิ๋นมาแล้วขอรับ” คนรับใช้ชรารีบมารายงาน
“ยังกล้าบุกรุกเข้ามาอีก นึกว่าตระกูลหลินเรายังเป็นตระกูลหลินเมื่อก่อนหรือ? แค่ขยะชิ้นหนึ่ง ยังกล้ามาหาเรื่องถึงตระกูลหลินของข้า” หลินชิ่งจือแค่นเสียงเย็น พาบุรุษเกราะเขียวเดินออกจากโถงหลัก
เวลานี้ ฉินอวิ๋นเดินสวนทางมา ในมือยังลากข้อเท้าของญาติผู้พี่ฝั่งหลินหวยเยว่อยู่
หลินชิ่งจือเห็นหน้าอกของหลานชายบุ๋มลง ปากเต็มไปด้วยเลือด ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดขึ้นทันที
“เป็นฝีมือเจ้าหรือ?” หลินชิ่งจือถลึงตาใสฉินอวิ๋น
“ใช่” ฉินอวิ๋นพยักหน้า
“ในฐานะคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียน กลับหยิ่งผยองโอหัง ยังมาทำร้ายคนในตระกูลหลินของข้า”
“เจ้าคิดว่าตระกูลหลินของข้ารังแกง่ายหรืออย่างไร? ข้าให้โอกาสเจ้าแก้ตัว จงคุกเข่าลงโขกศีรษะยอมรับผิดเสียเดี๋ยวนี้ ข้าจะเห็นแก่หน้าบุตรสาวหลินหวยเยว่ของข้า ไม่ถือโทษเจ้า” หลินชิ่งจือเอ่ยอย่างเย็นชา
“หากข้าไม่คุกเข่าล่ะ?” ฉินอวิ๋นกล่าว
“ไม่คุกเข่า? เช่นนั้นข้าจะสั่งสอนเจ้าแทนผู้อาวุโสของเจ้าสักตั้ง!”
หลินชิ่งจือกำลังจะลงมือ บุรุษเกราะเขียวกลับก้าวออกมากล่าวว่า “ท่านอาเขย ไอ้ขยะเช่นนี้ท่านลงมือด้วยตนเอง จะไม่เปรอะเปื้อนมือท่านหรือ ให้ข้าจัดการเถิด”
กว่าจะได้เข้ามาอยู่ในตระกูลหลินก็ยากนัก นี่คือโอกาสสร้างผลงาน
“ดี เจ้าลงมือสั่งสอนมันแทนข้าก็แล้วกัน มันทำกับหลานข้าอย่างไร เจ้าก็จงทำกับมันอย่างนั้น” หลินชิ่งจือกล่าว
“ทราบแล้ว”
บุรุษเกราะเขียวยิ้มแสยะ เขาเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สอง จะรับมือกับไอ้หนูขอบเขตฝึกลมปราณขั้นที่เจ็ดนั้น ง่ายดายยิ่งนัก
“ไอ้ขยะ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าด้วยตัวเอง ให้เจ้าได้รู้เสียบ้างว่าฟ้าเหนือฟ้า คนเหนือคนเป็นเช่นไร!”
บุรุษเกราะเขียวตบฉาดเข้าใส่หน้าฉินอวิ๋นด้วยเรี่ยวแรงเพียงสามส่วน เขาไม่คิดจะตบฉินอวิ๋นให้ตายเร็วเกินไป จะขอเหยียดหยามให้สาแก่ใจก่อน
อย่างไรเสีย มีโอกาสได้เหยียดหยามคุณชายน้อยแห่งสำนักเสวียนเทียน ก็นับว่าเป็นความสำราญอันยิ่งใหญ่
หลินชิ่งจือหรี่ตามองดู ต่อไปเขาจะได้เห็นภาพฉินอวิ๋นถูกตบเข้าอย่างจัง แก้มบวมเป่ง
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังสนั่น
แต่คนที่ถูกตบหาใช่ฉินอวิ๋นไม่ หากเป็นบุรุษเกราะเขียว
หลินชิ่งจือยังไม่ทันเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น บุรุษเกราะเขียวก็ถูกตบกระเด็นออกไปแล้ว กระดูกโหนกแก้มทั้งแผ่นถูกตบจนแตกละเอียด
บุรุษเกราะเขียวล้มลงกับพื้น
ฉินอวิ๋นก้าวเข้าไปทันที เหยียบคอของบุรุษเกราะเขียว
เสียงกร๊อบดังสนั่น!
พร้อมกับเสียงกระดูกสันหลังแหลกเหลว ร่างของบุรุษเกราะเขียวแข็งทื่อไปชั่วขณะ แล้วก็สิ้นลม
เป็นไปได้อย่างไร…
หลินชิ่งจือมองฉินอวิ๋นด้วยความตกตะลึง รู้หรือไม่ว่าบุรุษเกราะเขียวคือผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่สอง ส่วนฉินอวิ๋นเป็นแค่ขอบเขตฝึกลมปราณขั้นที่เจ็ดเท่านั้น
ไม่ใช่…
ฉินอวิ๋นไม่ได้อยู่ในขอบเขตฝึกลมปราณ
หลินชิ่งจือเพิ่งค้นพบในยามนี้ว่า ฉินอวิ๋นบรรลุถึงขอบเขตกลั่นลมปราณแล้ว และพลังลมปราณก็แข็งแกร่งถึงเพียง อย่างน้อยก็ระดับขั้นที่ห้าโดยประมาณ
เขาไม่ใช่ขยะหรอกหรือ?
เหตุใดการฝึกตนจึงก้าวถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าได้ในทีเดียว?
หรือฉินอวิ๋นจะแสร้งทำเป็นอ่อนแอมาตลอด?
“เจ้าช่างบังอาจนัก กล้ามาสังหารคนในตระกูลหลินของข้า เจ้าคิดว่าตระกูลหลินของข้าเป็นก้างปลาที่ใครก็เหยียบย่ำได้ตามอำเภอใจหรือ?”
หลินชิ่งจือเดือดดาลปะทุ ใช้นิ้วเป็นกรงเล็บในทันใด พุ่งตรงเข้ายึดคอของฉินอวิ๋น เตรียมทำให้ฉินอวิ๋นหมดสิ้นเรี่ยวแรงต่อต้านเสียก่อน แล้วค่อยจัดการเขาให้ดี
ฉินอวิ๋นต่อยตรงเข้าไปหนึ่งหมัด
ตูม!
หลินชิ่งจือถลาไถลถอยไปหนึ่งช่วงแขน มือขวาทั้งข้างถูกหมัดของฉินอวิ๋นต่อยแหลกละเอียดแล้ว ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
หลินชิ่งจือกัดฟันมองฉินอวิ๋น แววตามีความตื่นตะลึงแฝงอยู่
ฉินอวิ๋นไม่เพียงแต่การฝึกตนบรรลุถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าเท่านั้น พละกำลังยังทรงพลังยิ่งนัก กระทั่งหลินชิ่งจือที่มีการฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่หกก็ยังต้านไม่ไหว
“ที่จริง ข้าตั้งใจจะพูดคุยกับพวกเจ้าดี ๆ แต่พวกเจ้าเห็นข้าก็ลงไม้ลงมือ หากยืนดี ๆ คุยกันไม่ได้ ก็จงหมอบลงมา แล้วพวกเราค่อยพูดกัน” ฉินอวิ๋นพุ่งเข้าใส่หลินชิ่งจือ
ความเร็วรวดเร็วปานนี้…
หลินชิ่งจือเปลี่ยนสีหน้าทันที รีบถอยหลัง
ฉินอวิ๋นตามมาทันในพริบตา ยึดใส่แผ่นหลังของหลินชิ่งจือ
หลินชิ่งจือกัดฟันหมุนตัวกลับเตะฉาดเข้าใส่ด้วยสุดกำลัง พยายามเตะให้ฉินอวิ๋นถอยออกไป แต่ฉินอวิ๋นกลับไม่หลบไม่หลีก ทั้งยังเตะสวนกลับไปเช่นกัน
ตูม!
กร๊อบ! ขาขวาหักดังสนั่น หลินชิ่งจืออดกลั้นไม่อยู่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แล้วล้มลงกับพื้น
“ตอนนี้ พอจะพูดคุยกันดี ๆ ได้หรือยัง?” ฉินอวิ๋นก้มหน้ามองดูหลินชิ่งจือที่ล้มอยู่กับพื้น เอามือกุมขาหักพลางถอยร่นไปเรื่อย ๆ