จู๋อิ่งรีบลุกขึ้น เดินไปยังประตู
นางเลิกม่านขึ้น “คุณชายรอง คุณหนูใหญ่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหวีผม ท่านเข้าไปไม่ได้... อ๊ะ!”
คำพูดยังไม่ทันจบ นางก็ถูกสวี่หมิงเจิงที่บุกเข้ามาด้วยความโมโหชนจนเซถอยหลัง
เห็นทีนางจะล้มกระแทกพื้นอย่างแรง สวี่จิ้งหยางพลันยกเท้าถีบเก้าอี้พิงไปไว้ด้านหลังจู๋อิ่ง รับร่างนางไว้ได้อย่างมั่นคง
นางเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา ขณะที่สวี่หมิงเจิงยังเข้ามาไม่หมดทั้งตัว
ครั้นเขาโผล่หน้าเข้ามา ก็มีของมีคมบางอย่างเฉียดใบหูพุ่งผ่านไป
สวี่หมิงเจิงชะงัก หันไปมอง จึงเห็นว่าเป็นตะเกียบหนึ่งอัน ปักลึกลงไปในกรอบประตู!
“สวี่จิ้งหยาง เจ้านังตัวก่อเรื่อง ยังกล้าลงมือกับข้าอีกหรือ?” เขายิ่งโกรธจนแทบคุมตนเองไม่อยู่
สวี่หมิงเจิงในวัยสิบเจ็ดปี บัดนี้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของสำนักลาดตระเวน นับว่าเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกล
แม้งานที่ทำจะเป็นเพียงการลาดตระเวนในเมือง แต่หากเลื่อนขั้นขึ้นไปอีกก็จะได้เป็นองครักษ์จวนราชวัง หากก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนได้เป็นแม่กองทหารองครักษ์ ก็จะถือเป็นขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้
บุตรหลานจากครอบครัวสามัญย่อมเข้าสำนักลาดตระเวนไม่ได้ ต่อให้เข้ารับการคัดเลือก ก็ต้องผ่านการสอบทางการทหารทั้งสามด่านเสียก่อน
สวี่หมิงเจิงเริ่มเข้าสอบทางการทหารตั้งแต่อายุสิบห้า ทว่าเข้าสอบกี่ครั้งก็ไม่เคยผ่าน
หลังแม่ทัพเสินเช่อถึงแก่อสัญกรรม แม่ทัพสวี่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นกั๋วกงเวย สวี่หมิงเจิงก็ได้รับการคัดเลือกเข้าสำนักลาดตระเวนเป็นกรณีพิเศษทันที
เมื่อวานเขาไม่อยู่บ้าน ก็เพราะไปเข้ารายงานตัวที่สำนักลาดตระเวน
สวี่จิ้งหยางยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ ดวงตาหงส์เย็นเยียบไร้ความรู้สึก
“หัดพูดจาให้สะอาดเสียบ้าง หากข้าเป็นตัวก่อเรื่อง แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร?”
