ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพใหญ่เฉินเช่อมีแม่ทัพผู้เกรียงไกรสองนาย
หานเป้าเป็นหนึ่งในนั้น
ชื่อเสียงของเขาผู้ใดก็รู้
สิบปีมานี้ แม่ทัพใหญ่เฉินเช่อรักษาการณ์ชายแดน ไม่เคยกลับเมืองหลวง
ทุกสามปี แม่ทัพจำต้องกลับเข้าวังรายงานราชการ หานเป้าจะเป็นผู้เดินทางแทนแม่ทัพใหญ่เฉินเช่อ เข้าเฝ้าฮ่องเต้ กราบทูลสถานการณ์การทหารชายแดน
องค์หญิงใหญ่ย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี นางเบิกพระเนตรกว้าง ทอดพระเนตรหานเป้าที่ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าสวี่จิ้งหยางอย่างตะลึง
เขาประสานมือคารวะ "คุณหนูใหญ่โปรดอภัย กระหม่อมพิทักษ์บกพร่อง ถึงกับปล่อยให้ท่านกลับเมืองหลวงเพียงลำพัง"
สวี่จิ้งหยางคลึงข้อมือ จู๋อิ่งประคองนางลุกขึ้น
"ไม่เป็นไร พวกท่านต้องจัดระเบียบกองทหารและเตรียมงานศพ ข้าไม่อยากเพิ่มความวุ่นวาย จึงออกเดินทางก่อน"
หานเป้าเงยหน้าขึ้น สบตากับสวี่จิ้งหยาง
เขาพลันตวัดสายตาดุดันไปยังแม่นมชิง "ท่านแม่ทัพใหญ่ยามมีชีวิตห่วงใยคุณหนูใหญ่ยิ่งนัก พวกเจ้าบังอาจรังแกนาง!"
หานเป้าสูงถึงแปดฉื่อ รูปร่างกำยำสง่างาม อายุเกินสามสิบ แต่เป็นแม่ทัพเก๋าผ่านศึกสังหารศัตรูนับไม่ถ้วน
เขาเพียงถลึงตา แม่นมชิงก็รู้ตัวว่าไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป จึงรีบทรุดตัวคุกเข่ากับสวี่จิ้งหยาง
ฉาด! ฉาด! สองฝ่ามือฟาดลงบนใบหน้าตัวเอง ร่ำไห้ไม่หยุด
"คุณหนู บ่าวเฒ่าตาบอด แม้แต่ท่านก็ยังจำไม่ได้ บ่าวเฒ่าอายุมากแล้ว สมควรตายเสียจริง!"
องค์หญิงใหญ่ทรงยึดแขนแม่นมจาง รีบเสด็จลงจากรถม้า
หานเป้าเห็นนาง ก็รีบประสานมือ ก้มศีรษะถวายความเคารพ "กระหม่อมเฝ้าองค์หญิงใหญ่!"
พอได้ยินคำว่า องค์หญิงใหญ่ แม่นมชิงก็หน้าถอดสี น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าหิมะเสียอีก
สิ้นแล้ว...สิ้นเสียที! องค์หญิงใหญ่ก็อยู่ด้วย คุณหนูโหรวเจิง จะทำเช่นไร?
องค์หญิงใหญ่ทรงพระดำเนินฉับๆ มาตรงหน้าสวี่จิ้งหยาง "เจ้าเด็กโง่ จวนสวี่ไม่เคยส่งคนมาส่งเจ้ากลับ เจ้ากลับไม่ยอมบอกความจริงแก่ข้า หรือว่าเจ้ากลัวข้าไม่ช่วยเจ้า?"
สวี่จิ้งหยางก้มศีรษะ น้ำเสียงยังคงสงบ ระคนความโศกเศร้า
"พี่ชายสิ้นชีพ ท่านพ่อท่านแม่โศกเศร้ายังไม่ทันได้เสียใจ ความหละหลวมย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา"
หานเป้าเอ่ยขึ้นในเวลาอันควร "คุณหนูใหญ่กับท่านแม่ทัพใหญ่เป็นแฝดมังกรหงส์เพคะ คุณหนูใหญ่ติดตามปรนนิบัติท่านแม่ทัพใหญ่ที่ชายแดน พำนักอยู่สามสี่ปี สองพี่น้องผูกพันแน่นแฟ้นยิ่ง ทั้งสองยังเคยสัญญากันว่าจะกลับบ้านพร้อมกัน"
"ไม่นึกว่า...คราวนี้ข้าจะนำของที่ระลึกของพี่ชายกลับมา" สวี่จิ้งหยางกล่าวพลางน้ำตาร่วง
ในอ้อมกอดนางถือเสื้อเปื้อนเลือด ในมือกำพู่หงอนแดงแน่น
องค์หญิงใหญ่ทรงรู้สึกปวดพระทัยขึ้นไปอีก
เพียงแค่คิดว่าบ่าวไพร่ในจวนสวี่รังแกนาง องค์หญิงใหญ่ก็ทรงกริ้วจนอดไม่อยู่
"คนมา! ลากอ้ายพวกทาสชั่วพวกนี้ไปโบยเสียให้หนัก! ห้ามโบยบนถนนนี้ ทำให้เส้นทางที่แม่ทัพใหญ่เฉินเช่อกลับบ้านแปดเปื้อน"
"พ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์ลงมือ ในตรอกดังเสียงร้องโหยหวน
ไม่นาน พ่อแม่ของสวี่จิ้งหยางก็พาคนทั้งครอบครัวรีบเดินมา
ข้างกายพวกเขายังมีภรรยาฉางผิงโหว แต่กลับไร้สวี่หมิงเจิงน้องชายของสวี่จิ้งหยาง
สวี่จิ้งหยางยิ้มเยาะอยู่ในใจโดยไม่แสดงสีหน้า
ในที่สุดก็ยอมออกมาแล้วรึ?
สมาชิกในครอบครัวล้วนหน้าตาดี แต่งกายโอ่อ่าด้วยขนสุนัขจิ้งจอกและหนังเซเบิล
โดยเฉพาะสวี่โหรวเจิง นางสวมเสื้อกั๊กสีชมพูท้อทับด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์สีเลือดนก ระคอด้วยขนสุนัขจิ้งจอกชั้นดี
นางช่างงามสง่าราวกับบุปผาเรืองรองดั่งจันทร์
เทียบกับสวี่จิ้งหยางที่หน้าสด อิดโรย เต็มไปด้วยร่องรอยการเดินทาง สวี่โหรวเจิงดูเหมาะสมจะเป็นคุณหนูใหญ่ที่จวนสวี่ทะนุถนอมเลี้ยงดูมามากกว่า
ยามนี้ ฮูหยินสวี่จูงมือสวี่โหรวเจิง สองแม่ลูกยืนอยู่ข้างหลังกั๋วกงเวยสวี่ฮั่นซาน
สวี่โหรวเจิงมีใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม สายตาระยิบระยับ ทอดมองมายังสวี่จิ้งหยาง
แววตานางมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จากนั้นกวาดตาอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้สวี่จิ้งหยางผู้เฉียบคมจับได้ถึงแววเหยียดหยามอย่างจางที่สุด
ในชั่วพริบตานั้น สวี่โหรวเจิงต้องเทียบสถานะของตนกับสวี่จิ้งหยางในใจแน่
นางรู้ดีว่า เมื่อสวี่จิ้งหยางกลับจากชายแดน ก็ไร้ข้อได้เปรียบใดๆ
"องค์หญิงใหญ่ รองแม่ทัพหาน" กั๋วกงเวยก้าวเท้ากว้างเข้ามา ประสานมือถวายความเคารพองค์หญิงใหญ่ "เมื่อครู่บ่าวในบ้านแจ้งเรื่องแล้ว เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งสิ้น โหรวเจิง มาถวายความเคารพองค์หญิงใหญ่"
สิ้นเสียงเขา สวี่โหรวเจิงย่างก้าวนวยนาดมาเบื้องหน้า
นางยังไม่ทันเอ่ย องค์หญิงใหญ่ก็ทรงกริ้วถาม "ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าใส่สีนี้?"
แม่นมจางกล่าวเสียงเข้มต่อ "ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ทั้งแคว้นไว้ทุกข์ให้แม่ทัพใหญ่เฉินเช่อสามเดือน ทั่วเมืองห่มขาวแขวนผ้าขาว เหตุไฉนจึงมีคนบังอาจแต่งตัวเต็มยศ นุ่งแดงห่มเขียวเช่นนี้!"
สวี่โหรวเจิงหน้าซีดเผือกทันใด ประหนึ่งถูกทุบด้วยตะบอง
นางรีบทรุดตัวคุกเข่า
"องค์หญิงใหญ่โปรดอภัย" น้ำเสียงอ่อนแอเหมือนนกน้อย ระคนสะอื้น "หม่อมฉันเป็นหวัดกลัวหนาว เพียงใส่อยู่ในจวน มิได้อาจเอิกเกริก"
องค์หญิงใหญ่ทอดพระเนตรนาง น้ำเสียงเย็นเยียบ
"เป็นหวัดกลัวหนวารึ? สวี่จิ้งหยางคุกเข่ากุมของที่ระลึก คลานเข่าทีละก้าว จากชายแดนอันไกลโพ้นกลับเมืองหลวง นำทางดวงวิญญาณแม่ทัพใหญ่เฉินเช่อ"
"นางหนาวจนขาเป็นสีม่วง มือเต็มไปด้วยแผลน้ำค้างแข็ง! ส่วนเจ้า กลับหมกตัวในจวนสวี่หาความอบอุ่น ลองถามดูเถิดว่าเจ้าคู่ควรหรือไม่!"
องค์หญิงใหญ่ทรงเก็บกักโทสะมานาน
บ่าวชั่วแห่งจวนสวี่เกือบทำให้นางเข้าใจสวี่จิ้งหยางผิด บัดนี้เมื่อพบหน้ากั๋วกงเวยและครอบครัว จึงทรงระบายเพลิงโทสะออกมา
สวี่โหรวเจิงตกใจกลัวจนตัวสั่น ริมฝีปากสั่นระริก
เห็นดังนั้น ฮูหยินสวี่ก็รีบคุกเข่าขอพระราชทานอภัยโทษ "องค์หญิงใหญ่ทรงระงับโทสะ! เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าน้อย วันนี้ภรรยาฉางผิงโหวเยือนบ้าน ข้าน้อยอยากให้โหรวเจิงมีหน้ามีตาต้อนรับแขก จึงให้นางสวมเสื้อใหม่ ขอองค์หญิงใหญ่โปรดอภัย!"
ข้างๆ ภรรยาฉางผิงโหวที่ถูกเอ่ยนามขึ้นมาลอยๆ แอบมองฮูหยินสวี่
นางยิ้มน้อยๆ เข้ามาเจรจาคลี่คลายสถานการณ์ "องค์หญิงใหญ่โปรดระงับโทสะ ข้าน้อยก็มาแสดงความเสียใจแก่แม่ทัพใหญ่เฉินเช่อเช่นกัน"
สวี่จิ้งหยางมองฮูหยินสวี่ ดวงตาหงส์คู่หนึ่งปรากฏความสงสัย
"ท่านแม่ น้องสาวโหรวเจิงคนนี้เป็นใครกัน? เมื่อครู่บ่าวในบ้านบอกว่าในจวนมีคุณหนูใหญ่แล้ว แม่นมชิงก็จำข้าไม่ได้"
"หากนางคือคุณหนูใหญ่... ข้าเป็นผู้ใด?"
สายตาหนักหน่วงสายหนึ่งพุ่งตรงมายังฮูหยินสวี่พร้อมกัน
ภรรยาฉางผิงโหวก็แสดงสีหน้างุนงง
เมื่อครู่ในงานเลี้ยง ฮูหยินสวี่จับมือสวี่โหรวเจิงแนะนำว่าเป็นบุตรสาวของนาง
ภรรยาฉางผิงโหวจึงเข้าใจไปว่า นางคือฝาแฝดหนึ่งเดียวของแม่ทัพใหญ่เฉินเช่อที่เล่าลือ
จึงเอ็นดูนางเป็นพิเศษ ทั้งยังถอดลูกประคำที่สวมใส่สามสิบปีในมือมอบให้นาง
ฮูหยินสวี่ถูกสายตาจำนวนมากเพ่งมอง รู้สึกหายใจขัด
โดยเฉพาะสายตาของสวี่จิ้งหยางที่คมชัดดุจกระบี่สว่างเป็นประกาย แยกขาวกับดำได้ชัดเจน
นี่คือบุตรสาวของนางหรือ? เพิ่งกลับมาก็ทำให้นางขายหน้า!
ฮูหยินสวี่มีสีหน้าโลเล ต่อหน้าองค์หญิงใหญ่กับหานเป้า นางไม่อาจปฏิเสธตัวตนของสวี่จิ้งหยาง
ในที่สุด ริมฝีปากฮูหยินสวี่ก็ขยับ "โหรวเจิงมีชาติกำเนิดน่าสงสาร ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งมาตั้งแต่เด็ก ข้าจึงรับนางเป็นผู้อุปการะ"
สวี่จิ้งหยาง: "ในจดหมายถึงบ้านมิเคยเอ่ยถึง ข้ากับพี่ชายไม่รู้เรื่องนี้"
องค์หญิงใหญ่สีพระพักตร์เย็นเยียบ
"เพราะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆของแม่ทัพใหญ่เฉินเช่อ จึงแต่งกายฉูดฉาดไร้หัวใจ แม่นมจาง ถอดเสื้อผ้านางให้ข้าซะ"
แม่นมจางรับพระเสาวนีย์ ลงมือทันที
ฉวยถอดเสื้อคลุมสีเลือดนกออก แล้วกระชากเสื้อกั๊กสีชมพูท้อทิ้ง
หานเป้าพาทหารหันหลังหลบ ไม่มอง
สวี่โหรวเจิงร้องโหยหวนราวกับถูกทรมาน
"ท่านแม่! ท่านแม่!" นางร้องไห้
แม้ฮูหยินสวี่อยากปกป้อง ก็ถูกกั๋วกงเวยกดไว้แน่น
องค์หญิงใหญ่ประทับอยู่เบื้องพระพักตร์ จะล่วงเกินได้อย่างไร
ฮูหยินสวี่รีบร้องไห้ ปากพร่ำเรียก "เจิงเอ๋อร์ของข้า..."
นางร่ำไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา ทำเอาสวี่จิ้งหยางอดไม่ได้ที่จะคิดถึงชาติที่แล้วที่มารดาสั่งน้องชายหักนิ้วตน นางก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาเช่นนี้
แค่นี้ก็เจ็บแล้วหรือ?
แต่มารดาเอ๋ย นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น
กั๋วกงเวยมองสวี่จิ้งหยาง "จิ้งหยางยังไม่รีบช่วยขอร้องอีก โหรวเจิงอย่างน้อยก็น้องสาวเจ้า"