ค.ศ. 1930 ฮั่นโข่ว
กลิ่นคาวอับชื้นเก่าเก็บลอยอวลอยู่ในอากาศ ไม่ยอมจางหายไปไหน
ไป๋ฝูหลิงสะลึมสะลือจนคิดว่าตัวเองย้อนกลับไปอยู่ในห้องเรียนปิดทึบหลังเรียนพละ
เมื่อวินาทีก่อน ไป๋ฝูหลิงยังจัดข้าวของที่คุณยายทิ้งไว้ในห้องหนังสืออยู่เลย แต่พริบตาถัดมา ความเย็นชื้นที่เสียดแทงกระดูกก็โถมเข้าใส่เธอราวกับคลื่นยักษ์
เธอก้มมองชุดกระโปรงสีขาวราวหิมะบนตัว มันดูสะดุดตาและชวนขบขันเมื่ออยู่บนถนนฮั่นโข่วอันมืดหม่น
“โอ้โห... สาวสวยมาจากไหนกันล่ะ?”
“ดูหุ่นสิ จุ๊ ๆ แค่ได้ลูบสักทีคงตัวอ่อนระทวยไปทั้งคน...”
เสียงพูดติดสำเนียงท้องถิ่นดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของไป๋ฝูหลิง
อันธพาลสามคนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งกับรองเท้าฟางเปียกโชก เผยให้เห็นฟันเหลืองคล้ำ สายตาของพวกมันกวาดไปตามไหปลาร้าและเรียวขาที่โผล่พ้นชุดของเธอ ราวกับงูพิษเมือกเยิ้ม
ไป๋ฝูหลิงเหลือบมองพวกมันอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะมองสำรวจบริเวณรอบตัว อาคารทรงจีนมีชายคางอนชี้ฟ้า ทว่าความประณีตโอ่อ่าของมันเลือนหายไปนานแล้ว
เธอสรุปได้ว่า ยังอยู่ในประเทศจีน เพียงแต่... ไม่ใช่จีนในศตวรรษที่ 21 อีกต่อไป ความรู้สึกคุ้นเคยกับบ้านเกิดทำให้เธอโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
แม้การทะลุมิติจะเป็นเรื่องพิสดารเกินเข้าใจ แต่ไป๋ฝูหลิงก็ยอมรับได้ไม่ยาก อย่างไรเสีย ตอนอยู่กับคุณยาย เธอก็เคยเห็นเรื่องเหนือธรรมชาติมากกว่านี้มาแล้ว
เมื่อเห็นว่าไป๋ฝูหลิงไม่กลัวพวกมัน แถมยังมองด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตาเลยสักนิด ทั้งสามก็รู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรี
นักเลงหัวหน้าร่างอ้วนฉุถ่มเสมหะก้อนโตลงพื้นอย่างเกรี้ยวกราด
“แม่งเอ๊ย ยัยโง่! วันนี้พวกพี่จะสั่งสอนให้รู้จักกฎของที่นี่เอง!”
พูดจบ มือสกปรกสามข้างที่ส่งกลิ่นเหม็นก็พุ่งเข้าหาไหล่และข้อมือของเธออย่างรวดเร็ว!
เปิดฉากมาก็ลงมือเลยเหรอ?!
เธอยังไม่ได้ผ่านบทฝึกหัดสำหรับมือใหม่เลยนะ
ร่างกายของไป๋ฝูหลิงตอบสนองเร็วกว่าสมอง
เธอถอยฉับพลันครึ่งก้าว แล้วกัดนิ้วกลางขวาจนเลือดออก!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสพร้อมกลิ่นคาวอุ่น ๆ ระเบิดขึ้นในปาก
เธอไม่สนใจความเจ็บแปลบจากปลายนิ้ว ใช้เลือดแตะปลายนิ้วแล้ววาด “ยันต์พรางกาย” กลางอากาศตามความเคยชินของกล้ามเนื้อ แม้เส้นจะบิดเบี้ยว แต่ก็อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณ!
“จงสำแดง!”
ทันทีที่ยันต์สำเร็จ ไป๋ฝูหลิงก็รู้สึกราวกับมีค้อนเหล็กทุบขมับอย่างแรง เสียงคำรามหนักอึ้งดังขึ้นในส่วนลึกของสมอง
พลังเลือดลมและพลังหยางทั่วร่างถูกยันต์ดูดไปเกือบหมดในชั่วพริบตา ภาพเบื้องหน้าพลันมืดดำ ความอ่อนแรงและวิงเวียนอย่างรุนแรงทำให้ขาเธออ่อนยวบ แทบจะล้มลงตรงนั้น
แต่ในชั่วขณะนั้น วิชาวาดยันต์ของสำนักเต๋ากลับสำแดงอานุภาพน่าตื่นตะลึง
ในสายตาของอันธพาลทั้งสาม เด็กสาวชุดขาวเบื้องหน้าพลันสลายเป็นหมอกบางประหลาด ลมเย็นเยียบพัดขึ้นมาจากความว่างเปล่า บดบังสายตาจนพวกมันแทบลืมตาไม่ขึ้น มือที่ยื่นคว้าจึงคว้าได้เพียงอากาศ
“คน... คนหายไปไหน?!”
“ผี! กลางวันแสก ๆ ก็เจอผีแล้วโว้ย!!”
ฉวยโอกาสช่วงสองวินาทีสั้น ๆ ที่พวกอันธพาลกำลังแตกตื่นเสียขวัญ ไป๋ฝูหลิงกัดปลายลิ้นตัวเองแน่น ใช้ความเจ็บปวดกับรสคาวเลือดฝืนกระชากสติให้หลุดจากอาการวิงเวียน
เธอแนบตัวกับกำแพงอิฐเขียวที่เปียกลื่นและแตกร้าว ย่อตัวลงแล้วรีบมุดเข้าไปในตรอกตันแคบมืดข้าง ๆ ให้เร็วที่สุด
ตรอกลึก กำแพงอิฐสูงตระหง่านบีบแสงกลางวันให้เหลือเพียงรอยแคบ ๆ
ไป๋ฝูหลิงทรุดตัวลงตรงโคนกำแพงอย่างหมดแรง ใช้สองมือปิดปากแน่น กลั้นเสียงหอบหนักจากลำคอ
เหงื่อเย็นตรงขมับไหลตามไรผมลงไปปนกับน้ำโคลน ทำให้ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับกระดาษ
แต่ก่อนที่เธอจะทันสงบพลังเลือดลมที่ปั่นป่วนได้...
“ตึก... ตึก...”
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งและเหนียวหนืดดังมาจากเงามืดตรงมุมอับสุดตรอก ค่อย ๆ ใกล้เข้ามา
เส้นประสาททั่วร่างของไป๋ฝูหลิงตึงเขม็งขึ้นในทันที
เธอกลั้นหายใจ แล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นตามเงามืด
ในส่วนลึกของตรอก มีเด็กหนุ่มอายุราวสิบหกหรือสิบเจ็ดยืนอยู่
ร่างเขาผอมบางแทบเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าป่านขาดวิ่นบนตัวเปื้อนจนดูไม่ออกว่าเดิมเป็นสีอะไร ทั้งยังเต็มไปด้วยสะเก็ดเลือดสีม่วงคล้ำ
ในมือเขาถือมีดสับที่คมบิ่น เลือดข้นเหนียวหยดจากปลายมีดลงพื้นทีละหยด
เมื่อกวาดสายตาไปยังมือซ้าย เธอก็เห็นว่าเขากำลังหิ้วศีรษะที่ถูกตัดขาด ดวงตาบนศีรษะนั้นยังเบิกโพลงราวกับไม่ยอมหลับ
กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นปะทะเข้ามา
“อ้วก—”
อาการคลื่นไส้รุนแรงตามสัญชาตญาณทำให้ท้องของไป๋ฝูหลิงบิดเกร็งอย่างหนัก
ร่างเธอชาวาบ แม้แต่ปลายนิ้วยังสั่นระริก
เด็กหนุ่มได้กลิ่นคนแปลกหน้า จึงหันกลับมา
ใบหน้าของเขาเปื้อนฟองเลือด ดวงตาแดงก่ำ ไม่มีไออุ่นของคนเป็นแม้แต่น้อย
เขาถือมีดเดินเข้าหาไป๋ฝูหลิงทีละก้าว
เจตนาสังหารไม่คิดปิดบัง
สัญญาณเตือนภัยในใจไป๋ฝูหลิงดังสนั่น คนคนนี้จะฆ่าเธอ!!!!
ตั้งแต่เด็ก เธอเรียนวาดยันต์กับคุณยาย และจะไม่ใช้เลือดเป็นสื่อกลางหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ
แม้วิธีนี้จะมีอานุภาพมากกว่าปกติหลายสิบเท่า แต่ก็สิ้นเปลืองพลังชีวิตของตัวเองอย่างหนัก
เธอเพิ่งใช้ไปครั้งเดียว ยังไม่ทันฟื้นตัว หากใช้ซ้ำในเวลาไม่นาน อย่างเบาก็กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา อย่างหนักก็อาเจียนเป็นเลือดตายคาที่
ไป๋ฝูหลิงถูกไอสังหารที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าดวงตากระจ่างใสคู่นั้นค่อย ๆ เงยขึ้น สบเข้ากับสายตาของเด็กหนุ่มตรง ๆ
ใบหน้าของเธองดงามน่ามอง คิ้วตาอ่อนโยนไร้เดียงสา แก้มยังมีความนุ่มนิ่มแบบเด็กน้อย แต่ในเวลานี้ ภายใต้ดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำแห่งความหวาดกลัว กลับเผยความสงบนิ่งและเปิดเผยอย่างหมดจด
ฝีเท้าของเด็กหนุ่มชะงักกึก
มีดสับเปื้อนเลือดเล่มนั้นหยุดอยู่ห่างจากลำคอของไป๋ฝูหลิงเพียงครึ่งฉื่อ
เด็กหนุ่มจ้องเด็กสาวตรงหน้าเขม็ง
เด็กสาวตรงหน้าสวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาด ผมดำสยายลงบนบ่า ผิวขาวผ่อง เห็นได้ชัดว่าไม่ควรมาอยู่ในตรอกสกปรกโสมมเช่นนี้ คงเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่สักบ้านที่หนีออกมา
“หึ”
เด็กหนุ่มเค้นเสียงเย็นชาออกมาจากลำคออย่างดูแคลน ก่อนจะชักมือที่หิ้วศีรษะไปไว้ด้านหลัง แล้วหันตัวหายลับเข้าไปในเงามืดท้ายตรอกอย่างไร้สุ้มเสียง
ไป๋ฝูหลิงทรุดลงกับพื้นโคลนข้างกำแพงอย่างหมดแรง หอบหายใจเอาอากาศเหม็นคาวเข้าเต็มปอด ก่อนจะวางมือลงจากท่าที่เตรียมพร้อมสู้ตาย
เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เธอสัมผัสได้อย่างแท้จริงว่าตัวเองอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่ยุคสมัยสงบสุขแบบเดิมอีกแล้ว
ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากยังคงหลงเหลืออยู่ในหัว เธอพยายามนึกว่าตัวเองมาถึงที่นี่ได้อย่างไร ตอนจัดของที่คุณยายทิ้งไว้ในห้องใต้หลังคา เธอไปแตะกล่องชาด เออใช่! กล่องชาด!
เธอรีบมองกล่องไม้จันทน์ในมือ มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ลายไม้สีน้ำตาลเข้มมันวาวด้วยคราบผิวเรียบเนียน ฝาขอบกล่องสลักลายเถาบัวเล็กประณีตไว้เป็นวง มุมกล่องถูกกาลเวลาขัดจนมนและขึ้นเงา
เธอพลิกดูไปมาหลายรอบ ข้างในมีเพียงดินสีแดงก้อนหนึ่ง ไม่มีอะไรพิเศษอย่างอื่น เธอลองเคาะ ลองเขย่า แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
หรือว่าต้องท่องคาถา?
เธอเม้มปาก กระแอมเบา ๆ แล้วเหลือบมองซ้ายขวาอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ ก่อนจะประคองกล่องไว้แล้วลดเสียงลง แสร้งทำเป็นเคร่งขรึม เอ่ยประโยคที่ซ้อมในใจมานับครั้งไม่ถ้วนออกมา
“โอ้ กล่องชาดซึ่งเก็บซ่อนพลังวิญญาณโบราณไว้ จงตอบรับเสียงเรียกของฉันเดี๋ยวนี้ และสำแดงพลังที่แท้จริงออกมา!”