ว่ากันว่าหลังกลับจากงานวัดวันนั้น เหลียงซานเป่ยก็หมดเรี่ยวแรงไปไม่น้อย
หนังสือที่มีแต่คำว่า “จือฮูเจ่อเย่” เขาอ่านไม่เข้าหัวสักตัว ในหัวมีแต่ภาพคนที่อยู่บนแท่นดอกบัว
เจ้าสำนักบรรยายคัมภีร์หลี่จี้อยู่บนแท่น พูดไปพลางส่ายหัวไปพลาง น้ำลายกระเซ็นเป็นฝอย
แต่เขากลับฟังไม่เข้าหูสักคำ
“พี่เหลียง พี่เหลียง” เพื่อนร่วมโต๊ะใช้ศอกสะกิดเขา แต่เหลียงซานเป่ยก็ไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
เจ้าสำนักบนแท่นหรี่ตา สีหน้าค่อย ๆ ขรึมลง ก่อนจะยกไม้เรียวฟาดโต๊ะอย่างแรง
เจ้าสำนักแค่นเสียง “เหลียงซานเป่ย ไหนลองตอบมาซิ เมื่อครู่ข้าอธิบายคำว่า ‘บัณฑิตพึงระวังตนยามอยู่ลำพัง’ ไว้ หมายความว่าอย่างไร”
เหลียงซานเป่ยย่อมตอบไม่ได้ เขาอ้ำอึ้งอยู่นาน ก่อนจะตอบเสียงตะกุกตะกักว่า “อยู่...อยู่บนแท่นดอกบัว ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์หรือ”
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ อยู่บนแท่นดอกบัว” เจ้าสำนักโกรธจนหนวดกระดิก
“ที่ให้พวกเจ้าหยุดเรียนพักผ่อน ก็เพื่อให้บ่มเพาะจิตใจและขัดเกลาตนเอง ไม่ใช่ให้เอาแต่เที่ยวเล่นจนจิตใจฟุ้งซ่าน!”
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วพูดเสียงเข้ม “ต่อให้กวนอิมปรากฏกาย วันนี้ก็ช่วยเจ้าไม่ได้! คัดลอกหนังสือทั้งเล่มมาหนึ่งรอบ อีกสามวันเอามาส่งข้า”
เหลียงซานเป่ยก้มหน้ารับคำ
หลังเลิกเรียน เขาปฏิเสธคำชวนของเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างสุภาพ ทั้งยังเมินคำยั่วยุของม่าเหวินไฉ เดินหน้าหม่น ๆ ไปทางหอหนังสือ
“พี่เหลียง” เสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
เหลียงซานเป่ยหยุดฝีเท้า จูอิงไถเร่งฝีเท้าสองสามก้าวจนมาเดินเคียงข้างเขา
“น้องรัก”
“พี่เหลียง เหม่อมองอะไรอยู่ในห้องเรียนหรือ” จูอิงไถถามอย่างสงสัยเล็กน้อย
