ไป่ อันจิ่ว มีหน้าตาคล้ายกับอันจิ่วตัวจริงอย่างน่าประหลาด เพียงแต่เธอมีท่าทีที่ดูเชื่องกว่า ดวงตากลมโตกว่า และเมื่อยิ้มก็จะมีลักยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นข้างแก้มทันที
พลางส่องกระจก อันจิ่วเริ่มไล่เรียงข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายในการพิชิตใจ
พัค วอนอู นักร้องนำวง MOON ด้วยเอกลักษณ์ใบหน้าคล้ายแมวจนแฟน ๆ เรียกอย่างเอ็นดูว่า "แมววอนอู"
ความนิยมในวงอยู่ในระดับท็อปไลน์
อย่างที่รู้กันว่าท็อปมีได้แค่หนึ่ง ถ้ามีคำว่าไลน์ต่อท้าย...
ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วสูสีกับสมาชิกคนอื่น หรือแฟน ๆ ดึงให้ขึ้นไป ระบบไม่ได้บอกรายละเอียด
ความนิยมของเป้าหมายนั้นสำคัญกับอันจิ่วมาก เพราะไม่เพียงส่งผลโดยตรงว่าเธอจะได้เงินส่วนแบ่งเท่าไรเมื่อภารกิจสำเร็จ แต่ยังมีผลต่อกลยุทธ์ในการพิชิตใจของเธอด้วย
วง MOON อยู่ในตำแหน่งกลาง ๆ ไม่ขึ้นไม่ลงในตลาดบอยแบนด์เกาหลีที่แข่งขันดุเดือด
เดบิวต์มาได้สองปี ในประเทศก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ได้รางวัลที่หนึ่งจากรายการเพลงเป็นครั้งคราว
แต่ในต่างประเทศ อยู่ในสถานะ "หาวงนี้จากไหนไม่รู้"
ส่วนความสัมพันธ์กับไป่ อันจิ่ว ก็เป็นเพื่อนสมัยเด็กที่คลาสสิกที่สุด
เป็นเพื่อนบ้านข้าง ๆ เรียนโรงเรียนอนุบาลด้วยกัน และเรียนโรงเรียนประถมด้วยกัน เป็นเพื่อนเล่นที่สนิทที่สุดของกันและกัน
จนถึงปิดเทอมก่อนขึ้นป.3 ไป่ อันจิ่วย้ายกลับประเทศกับพ่อแม่ ทั้งสองคนจึงขาดการติดต่อ
เช่นเดียวกับเพื่อนสมัยเด็กส่วนใหญ่ ในวัยเด็กของพวกเขาก็มีฉาก "เล่นเป็นพ่อเป็นแม่" ในเกมพ่อแม่ลูก และคำสัญญาไร้เดียงสาจริงจังประโยคนี้ด้วย:
"โตขึ้นแล้ว เรามาแต่งงานกันนะ"
ในความทรงจำ พัค วอนอู มีรูปร่างเล็กผอมมาก อาจเป็นเพราะเหตุนี้เลยมีนิสัยอ่อนโยนและค่อนข้างขี้ขลาด
แม้ว่าวอนอูจะถูกเรียกว่าพี่ชาย แต่ความจริงแล้วไป่ อันจิ่วกลับเป็นผู้ปกป้องมากกว่า มักจะออกหน้าขจัดปัญหาให้เขาเสมอ
แต่นั่นเป็นความทรงจำในอดีตล้วน ๆ ผ่านไปสิบกว่าปี ไม่รู้ว่าพัค วอนอู เปลี่ยนไปเป็นยังไงบ้างแล้ว จะเรียกว่าทำความจักกับคนใหม่ก็ไม่แปลก
คิดแล้ว อันจิ่วเลือกดูรายการวาไรตี้ของวง MOON ตอนล่าสุด
แม้สิ่งที่แสดงออกหน้ากล้องอาจเป็นแค่ภาพลักษณ์ แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีสมาชิกคนอื่นอยู่ด้วย คนเรามักจะเผยตัวตนออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ทั้งนิสัย ปฏิกิริยา หรือช่วงเวลาจริง ๆ ที่ไม่อาจซ่อนไว้
ดึงสติออกจากความทรงจำ อันจิ่วปิดทีวี
ตอนนี้ พัค วอนอู ร่าเริงขึ้นเยอะ แต่นิสัยก็ยังอ่อนโยนมาก ต่อให้ถูกรุ่นน้องในวง "รังแก" ก็ได้แต่ยิ้มส่ายหน้าอย่างใจดี
วิเคราะห์ตัวตนของพัค วอนอู ง่าย ๆ แล้ว อันจิ่วรู้ดีว่าเรื่องเร่งด่วนคือการได้เจอเขาสักครั้ง
แน่นอนว่าไม่ใช่ทางคอนเสิร์ตหรืออีเวนท์แจกลายเซ็นแบบปกติ เพราะภายใต้สายตาของแฟนคลับมากมาย ถึงพัค วอนอูจะจำเธอได้ก็คงแสดงออกอะไรมากไม่ได้
เธอคิดแล้ว ตัดสินใจไปลองเสี่ยงโชคที่ซองบุกกูก่อน
สถานที่ที่ไป่ อันจิ่วกับพัค วอนอูเคยอยู่ตอนเด็กก็อยู่ที่นั่น เมื่อกี้ตอนดูรายการวาไรตี้ซับไตเติลแนะนำพัค วอนอูก็ใช้คำว่า "ชาวซองบุกกู" คิดว่าเขาคงยังไม่ย้ายบ้าน
ตัดสินใจได้แล้ว อันจิ่วหยิบมือถือแล้วออกจากบ้าน
โซลในเดือนกันยายนยังหลงเหลืออิทธิพลของฤดูร้อน แม้ใกล้จะพลบค่ำแล้ว อากาศก็ยังเต็มไปด้วยความอบอ้าวที่ไม่ยอมจางหาย
โชคดีที่ที่พักอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน เดินประมาณสิบนาทีก็ถึง
เธอวางมือถือลง เมื่อกี้เธอเดินไปเปิดแผนที่ภาพเสมือนหาบ้านที่เคยอยู่ และยืนยันสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดด้วย
ซองบุกกูอยู่ไม่ไกลจากชุงกูที่อันจิ่วพักอยู่ เธอจึงมาถึงสถานีรถไฟใต้ดินเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
ก้าวตามผู้คนออกจากทางออกสถานี อันจิ่วหยุดเดิน มองรอบตัว จากนั้นเปิดมือถือนาวิเกต เดินไปทางบ้านเก่าในความทรงจำ
ย่านนี้ไม่ค่อยเปลี่ยนจากที่เคยจำได้เท่าไร ประกอบกับตัวช่วยทางเทคโนโลยี เธอจึงเจอบ้านแฝดสองหลังที่ตั้งอยู่บนเนินครึ่งทางอย่างรวดเร็ว
เธอไม่ได้เข้าไปตรง ๆ แต่เลี้ยวเข้าไปในร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านหลังนั้น
สั่งอเมริกาโนเย็นแก้วหนึ่ง อันจิ่วนั่งลงตรงโต๊ะริมหน้าต่าง สำรวจบ้านของพัค วอนอู
ดึกขนาดนี้แล้ว ไฟในบ้านยังมืดสนิท หรือว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว?
พนักงานยกกาแฟมาให้อย่างรวดเร็ว มองตามสายตาเธอไป แววตาฉายความเข้าใจขึ้นมาทันที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยหน่าย
แฟนคลับซาแซ็งที่มาดักรอที่บ้านส่วนตัวของศิลปินอีกแล้ว ไม่รู้ไปเอาที่อยู่มาจากไหน
เขาวางแก้วลงเบา ๆ น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความเย็นชา: "อเมริกาโนเย็นของคุณครับ"
แต่อันจิ่วไม่สนใจเขาเลยสักนิด เธอจิบอเมริกาโน่ รสขมเข้มพร้อมความเย็นซ่าน้ำแข็งวิ่งแล่นปลายลิ้นทันใด ทำให้ใจว้าวุ่นของเธอสงบลงทันที
เธอดูเวลา ตัดสินใจรออีกครึ่งชั่วโมง
ถ้ายังไม่เห็นใคร งั้นค่อยมาพรุ่งนี้ใหม่
เมื่อกี้ตอนเธอหันสายตากลับ เธอสังเกตว่ากระถางต้นไม้หน้าประตูยังเติบโตดี ใบแน่นชุ่มชื้น เห็นได้ชัดว่ามีคนดูแลอย่างดี
บ้านนี้ต้องมีคนอยู่แน่ ๆ
สิบนาทีผ่านไป
ยี่สิบนาทีผ่านไป
สามสิบนาทีผ่านไป
ดูท่าวันนี้ดวงไม่ดี เก้อกลับแน่
กำลังคิดอยู่แบบนี้เอง ผู้หญิงคนหนึ่งถือถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อเข้ามาในสายตาเธอ เธอกำลังเดินขึ้นมาตามทางลงเนินช้า ๆ
อันจิ่วพินิจดูแล้วตาวาว รีบคว้ากาแฟกับโทรศัพท์ลุกขึ้นแล้วออกไปข้างนอก
ท่าทางกะทันหันนี้ทำให้พนักงานคนเมื่อกี้ชะงักนิด ๆ ใจอดคิดไม่ได้ ลูกค้าคนนี้ไปเร็วจัง?
หรือว่าเราคิดผิดจริง ๆ?
คุณผู้หญิงคนนั้นเดินมาถึงหน้าประตู กำลังจะล้วงกุญแจ
แต่ทว่าอันจิ่วไม่ได้เข้าไปตรง ๆ กลับเดินเล่นไปมาจนถึงหน้าบ้านเก่าของตัวเองอย่างเนียน ๆ
เธอเงยหน้าขึ้น มองดูเงียบ ๆ
เกือบจะพร้อมกัน คิมซอนมีก็สังเกตเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านเพื่อนบ้าน
เพราะลูกชายพัค วอนอู ทำให้คิมซอนมีรู้สึกไวต่อหญิงสาวแปลกหน้าที่มาปรากฏตัวแถวบ้านเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ที่บ้านก็โดนแฟนคลับซาแซ็งมารบกวนไม่น้อย
หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทันที ล้วงกุญแจเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสียงกุญแจกระแทกกับประตูดังขึ้น
ขณะเดียวกัน เธอก็มองอันจิ่วอย่างระแวงอย่างชัดเจน
ส่วนเด็กสาวคนนี้กลับเหมือนถูกรบกวนเพราะเสียงของเธอ หันหน้ามา สายตาสบกับสายตาระแวงของคิมซอนมีกลางอากาศ
ก็เป็นสายตาคู่นี้นี่เอง ที่ทำให้คิมซอนมีซึ่งกำลังจะรีบเปิดประตูหลบเข้าไปชะงักกึก
เธอมองหน้าไป่ อันจิ่ว ตอนแรกเหมือนสับสนตกตะลึง จากนั้นก็เหมือนถูกความทรงจำตีเข้าให้ เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย ในหน้าฉายแววค้นคว้าแบบไม่เชื่อสายตาตัวเอง พินิจหน้าอันจิ่วละเอียด
เธอลืมแม้แต่จะเสียบกุญแจ หันตัวมาทั้งหมด
"คุณพระ!"
หญิงสาวอุทานเสียงหลง น้ำเสียงช้าลงเพราะความไม่แน่ใจ ทว่ามาพร้อมกับความตื่นเต้นที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น "นี่...นี่เธอไม่ใช่...อันจิ่วตัวน้อยใช่ไหม? ไป่ อันจิ่วที่เคยอยู่ที่นี่นะ?"
ได้ยินแม่คนนี้เรียกชื่อตัวเอง อันจิ่วยิ้มน้อย ๆ ในใจ
แต่ภายนอกเธอเปลี่ยนเป็นสีหน้าตกตะลึงงันสุดขีดทันที "ใช่ค่ะ แต่ว่าคุณ..."
อันจิ่วทอดสายตาลังเลใจไปบนใบหน้าคิมซอนมีอย่างพิจารณา
ทันใดนั้นเอง เธอก็เหมือนถูกอะไรตีเข้าให้ ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอออกโดยไม่รู้ตัว เสียงคลุมเครือแทบจะหลุดออกมา
คิมซอนมีเห็นท่าทีเช่นนี้ ในใจเพิ่มความแน่ใจเข้าไปอีกหลายส่วน รีบสาวเท้าเข้ามาใกล้หนึ่งก้าวอย่างรอไม่ไหว น้ำเสียงกระตือรือร้นเตือนความจำ:
"โอ๊ยยย ฉันเองไง! คุณป้าซอนมี แม่ของวอนอูน่ะ! ตอนเด็ก ๆ เธอชอบกินต๊อกปกกีที่ฉันทำให้กินที่สุดเลย ยังจำได้ไหม?"