ลู่เหยียนรู้ขั้นพลังของเหลียงจวิ้นสยงได้ ย่อมเป็นเพราะหลังลงทะเบียนเข้าพักเสร็จ เขาก็เปลี่ยนจากคนธรรมดากลายเป็นยอดฝีมือขั้นสูงสุดของระดับหนึ่งในชั่วพริบตา
พลังทัดเทียมพานสือ!
แม้เหลียงจวิ้นสยงจะใช้ชื่อปลอม แต่การเข้าพักเป็นเรื่องจริง เงินที่จ่ายก็เป็นเงินจริง เขาจึงนับเป็นแขกของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ป้ายไร้เทียมทานในอาณาเขตย่อมมีผลกับเขา
“ต้องแจ้งทางการหรือไม่?” พานสือถาม
“จะแจ้งทางการไปไย?” ลู่เหยียนยิ้มบาง ๆ “นี่คือจอมโจรที่มีชื่ออยู่ในประกาศจับ หากจับได้ย่อมมีรางวัล”
“เช่นนั้นข้าจะไปจับเขา” พานสือกล่าว
“อย่าเพิ่ง” ลู่เหยียนห้ามไว้ “รอให้เขาออกจากโรงเตี๊ยมในวันพรุ่งเถิด เขาจับจ้าวตงหมิงมา ย่อมต้องรีดไถทรัพย์สินจากตระกูลจ้าว และคงพักอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน พรุ่งนี้เขาต้องออกจากโรงเตี๊ยมแน่ ข้าไม่อยากจับเขาในร้าน”
เมื่อเข้าพักที่นี่ เขาก็คือแขกของตน แต่หากออกจากโรงเตี๊ยมไปแล้ว ก็เป็นจอมโจร ความแตกต่างระหว่างสองสถานะนี้ช่างใหญ่หลวง
เป้าหมายของลู่เหยียนคือทำให้โรงเตี๊ยมของตนกลายเป็นสถานที่เป็นกลาง
อย่างน้อยก็ต้องเป็นกลางในสายตาผู้คน จึงจะดึงดูดแขกจากทุกฝ่ายให้เข้าพักได้
นี่เป็นหนทางที่จำต้องเลือก
ใครใช้ให้โรงเตี๊ยมของเขาตั้งอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนี้เล่า ผู้คนที่เดินทางผ่านเส้นทางเล็กสายนี้ ล้วนมีปัญหากันอยู่บ้าง หากข่าวว่าโรงเตี๊ยมของเขาจับจอมโจรในร้านแพร่ออกไป พวกนอกกฎหมายเหล่านั้นย่อมพากันหลีกเลี่ยงร้านของเขา เช่นนั้นมิเท่ากับเสียแขกไปไม่น้อยหรอกหรือ?
