“ข้าอยากลองดู”
เสียงของเย่หลีแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น
“เลอะเลือน!” มามาหลิวเอ่ยด้วยความรู้สึกเสียดายที่ไม่อาจขัดเกลาให้เป็นคนดีได้ “ข้าทำงานเป็นแม่เล้ามาหลายปี พบเห็นผู้คนมามากมาย ย่อมพอมองคนออกอยู่บ้าง บุรุษแซ่โจวผู้นั้นเป็นเพียงคนปากหวานพูดจาเก่ง ไม่คู่ควรให้ฝากหัวใจไว้ด้วยเลย ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดจู่ ๆ เจ้าจึงเลอะเลือนถึงเพียงนี้ หากเจ้าคิดอยากออกไปจากที่นี่ อย่างน้อยก็หาครอบครัวดี ๆ สักแห่ง เหตุใดถึงได้ถูกใจเขา? เพียงเพราะเขาเคยร่ำเรียนหนังสือมาบ้างหรือ? ข้าจะบอกเจ้าให้ คนที่ไร้น้ำใจที่สุดในใต้หล้า ก็คือพวกบัณฑิตนี่แหละ!”
กล่าวถึงตรงนี้ ระหว่างคิ้วของมามาหลิวก็ปรากฏแววเจ็บปวด
นางเองก็เคยเยาว์วัย และเคยรักอย่างลุ่มหลง
ท้ายที่สุดนางก็ยังคงอยู่ในหอชุนเยวี่ยแห่งนี้ เรื่องนี้ก็อธิบายทุกอย่างได้แล้ว
นางเห็นเย่หลีเติบโตมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเผชิญความเจ็บปวดเช่นเดียวกับตน
ทว่าเย่หลีในยามนี้จะฟังคำเตือนเข้าหูได้อย่างไร?
“เขาไม่เหมือนคนอื่น เขาเคยบอกว่าจะกลับมาแต่งข้า ข้าเชื่อเขา”
เมื่อเห็นท่าทีรักมั่นของเย่หลี มามาหลิวก็รู้ว่าหญิงสาวถูกคำหวานของบุรุษแซ่โจวหลอกเข้าให้แล้วจริง ๆ
เย่หลีเป็นคนสุขุมและฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร ใครจะคิดว่านางกลับต้องพลาดท่าให้บัณฑิตที่มีดีเพียงวาจาหวานคนหนึ่ง?
ก่อนหน้านี้ มามาหลิวไม่เคยเชื่อเลย
“หลายวันที่เขาพักอยู่ที่นี่ เป็นเจ้าจ่ายค่าห้องให้ใช่หรือไม่? ตอนเขาจากไป เจ้าก็มอบเงินเดินทางให้เขาอีก ใช่หรือไม่? บุรุษเช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงได้ถูกใจเขากัน?” มามาหลิวไม่เข้าใจเอาเสียเลย