จูหยวนจางได้ยินคำพูดของนางกำนัล ก็ตื่นตระหนกในบัดดล ไร้ซึ่งมาดของฮ่องเต้โดยสิ้นเชิง พุ่งตัวออกจากประตูไป หลี่เจินถูกทิ้งไว้กลางห้อง ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใด
ระหว่างที่เขากำลังงุนงง จูหยวนจางกลับมาอีกครั้งและตวาดใส่หลี่เจิน “ไอ้เวรเอ๊ย ยังไม่ตามมาอีกหรือ จะยืนทื่ออยู่ตรงนี้ทำไม”
หลี่เจินเพิ่งได้สติ รีบเดินตามไป ตลอดทางจูหยวนจางพร่ำบ่นไม่หยุด “พวกหมอเถื่อนพวกนี้ ไอ้พวกไร้ประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าน้องสาวข้ามีอันเป็นไป ข้าจะตัดหัวพวกมันให้หมด”
พอเขารู้ตัวว่าด้านหลังยังมีหลี่เจินตามมา ก็เปลี่ยนคำพูดอีกว่า “อีกครู่เจ้าต้องรักษาให้หายดี รักษาหายแล้ว ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นขุนนางใหญ่และให้รางวัลเงินทองก้อนโต”
“แต่ว่า... หากข้ารู้ว่าเจ้ามิได้รักษาอย่างสุดความสามารถ...” จูหยวนจางชำเลืองมองหลี่เจินพลางไม่กล่าวต่อ
หลี่เจินย่อมฟังเจตนาของจูหยวนจางออก ในใจพลันเสียใจที่เข้าวังมา ใครจะรู้ได้ว่าฮองเฮาตอนนี้เป็นเช่นไร หากรักษาไม่หายจริง เขาอาจต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงวันนี้ คิดไม่ถึงว่าข้ามภพมาถึงต้าหมิงแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้ ที่สำคัญญาติคนไข้รายนี้ยังเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเสียด้วย
หลี่เจินเดินตามจูหยวนจางพลางคิดฟุ้งซ่านตลอดทางมาจนถึงตำหนักคุนหนิงกง เพิ่งเข้าประตู ก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นปนกลิ่นธูปและกลิ่นเปรี้ยวเน่าเฉพาะตัวของผู้ป่วยลอยมา นางกำนัลและขันทีคุกเข่าเต็มพื้น ประตูหน้าต่างในตำหนักก็ปิดสนิท ทำให้อากาศขุ่นคลุ้ง แทบทำให้คลื่นเหียน
จูหยวนจางก้าวไปถึงหน้าเตียงคนไข้ก่อนใคร นั่งลงอย่างระมัดระวังข้างเตียง “น้องสาว ตื่นเถิด ข้าหาหมอเทวดามาให้เจ้าแล้ว เขาต้องรักษาเจ้าได้แน่” น้ำเสียงของจูหยวนจางอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลี่เจินก้าวเข้าไป แล้วเริ่มสังเกตฮองเฮาผู้เป็นปราชญ์ตลอดกาลท่านนี้อย่างละเอียด เห็นนางพิงหัวเตียง สีหน้าแดงระเรื่อ หายใจถี่ทว่าค่อนข้างเบา หากตั้งใจฟังจะได้ยินเสียงเสมหะเล็กน้อย ในใจของหลี่เจินก็พอจะวินิจฉัยโรคของฮองเฮาได้คร่าว ๆ
เห็นจูหยวนจางไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองนาน หลี่เจินจึงเอ่ยเตือนว่า “ฝ่าบาท ขอทรงอนุญาตให้ข้าน้อยตรวจชีพจรให้ฮองเฮาก่อน”
“โอ ๆ... เชิญท่าน... เชิญท่าน...” ยามนี้จูหยวนจางเหมือนสามีธรรมดาคนหนึ่งที่กังวลภรรยาอย่างยิ่ง หาได้มีท่าทางที่ฮ่องเต้พึงมีไม่
หลี่เจินวางปลายนิ้วลงบนข้อมือของฮองเฮา ชีพจรลอยและตึง เมื่อประกอบกับอาการที่สังเกตได้ก่อนหน้านี้ ในใจเขามั่นใจเก้าส่วนแล้วว่าเป็น... “โรคปอดอักเสบเฉียบพลันจากแบคทีเรีย”
“ฝ่าบาท ขอทรงอนุญาตให้ข้าน้อยดูใบสั่งยาที่ฮองเฮาทรงใช้”
จูหยวนจางโบกมือ ขันทีข้างกายก็วิ่งเร็ว ๆ ออกไป ไม่นานก็ถือใบสั่งยาปึกหนึ่งกลับมา หลี่เจินรับมาพลิกดูเร็ว ๆ ใจก็กระจ่าง ตรงกับที่คิดไว้ ใบสั่งยาของหมอหลวงล้วนเป็นโอสถบำรุงล้ำค่า เช่น โสม หวงฉี มีเจตนา "เสริมรากฐานให้แข็งแรง" ในทางแพทย์ศาสตร์ก็ไม่มีข้อติเตียน ทว่าสำหรับอาการของฮองเฮาแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการเกาเกราะ ถ่างไม่ถูกที่ โรคร้ายถูกปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเช่นนี้เอง
“ฝ่าบาท ใบสั่งยาเหล่านี้มิได้ผิดแต่ประการใด เพียงแต่ว่า... ไม่ตรงกับอาการนัก” หลี่เจินเลือกสรรคำพูดอยู่นานจึงเอ่ย
“เช่นนั้นก็รีบสั่งยาให้ถูกกับอาการเถิด!” จูหยวนจางร้อนใจ
หลี่เจินเมื่อวินิจฉัยโรคได้แน่ชัดแล้ว ใจก็มั่นคงขึ้น
“ฝ่าบาท อาการของฮองเฮาต้องการให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศ แต่ว่าประตูหน้าต่างในตำหนักปิดสนิท ทั้งยังมีธูปหอม จึงไม่เป็นผลดีต่ออาการโรค”
“ขอฝ่าบาททรงมีบัญชาให้เปิดหน้าต่างทุกบานครึ่งหนึ่ง รักษาการระบายอากาศให้ดี! และยกกระถางถ่านออกไปครึ่งหนึ่ง อีกทั้งนำธูปหอมทั้งหมดออกไปด้วย ที่นี่อากาศอับทึบ มีแต่ผลร้ายต่อพระวรกายฮองเฮา ไม่มีคุณประโยชน์แม้แต่น้อย” น้ำเสียงของหลี่เจินหนักแน่นนัก
“เหลวไหล!” หมอหลวงอาวุโสผู้เฝ้าอยู่ด้านข้างคนหนึ่งรีบตวาดขึ้นทันใด “พระวรกายฮองเฮายังอ่อนแอ พลังปฐมธาตุก็อ่อนล้า เกรงภัยจากลมหนาวและพิษร้ายเข้าแทรกซึมยิ่งนัก! เจ้าบังอาจกล่าววาจาเหลวไหลให้เปิดหน้าต่าง หากทำให้ฮองเฮาต้องทรงพระประชวรจากลมหนาวอีก เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?!”
สีหน้าของจูหยวนจางก็ลังเลเล็กน้อย แน่นอนว่าพระองค์ค่อนข้างเห็นด้วยกับคำของหมอหลวงอาวุโส ในความคิดของยุคนี้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ การให้ความอบอุ่นและห้ามถูกทำลมเป็นความรู้พื้นฐาน
หลี่เจินฟังคำของหมอหลวงแล้ว ก็ไม่ยอมถอยแม้แต่น้อย “ท่านจะมาหรือไม่เล่า? หากใช้วิธีของพวกท่านต่อไป แล้วทำให้อาการของฮองเฮาล่าช้า พวกท่านรับผิดชอบไหวหรือ?”
“เรื่องนี้...” หมอหลวงอาวุโสถูกหลี่เจินย้อนกลับอย่างไม่เกรงใจ ก็พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
จูหยวนจางมองทั้งสองคน แล้วเหลือบมองฮองเฮาที่นอนอยู่บนเตียง กำแน่นฟันพูด
“เปิด! เปิดหน้าต่างตามที่เขาพูด” จูหยวนจางทรงบัญชา
นางกำนัลและขันทีลุกขึ้นทันที เปิดหน้าต่างหลายบาน และขนธูปหอมกับกระถางถ่านออกไป อากาศบริสุทธิ์จากนอกหน้าต่างทะลักเข้ามาในบัดดล พัดพากลิ่นอับภายในตำหนักให้จางหาย
เมื่อพวกขันทีจัดการเสร็จ จูหยวนจางหันไปมองหลี่เจิน “แล้วเช่นใดต่อ?”
หลี่เจินประสานมือคารวะ แล้วหยิบหลอดแก้วฉีดยาและยาเพนิซิลลินหนึ่งหลอดออกมาจากกล่องยา
เมื่อมองเห็นของประหลาดในมือหลี่เจิน จูหยวนจางหรี่พระเนตรลงทันใด “นี่คือสิ่งใด เหตุใดจึงประหลาดนัก หรือว่าจะเป็นการฝังเข็ม?”
หลี่เจินก็อธิบายอย่างอดทนว่า “ฝ่าบาท สิ่งนี้ทำจากแก้วเจียระไนบริสุทธิ์ เรียกว่า ‘กระบอกฉีดยา’ สามารถนำน้ำยาเข้ากระแสโลหิตโดยตรง เห็นผลเร็วกว่า แต่ก่อนใช้ยาจำเป็นต้องทดลองยาเพียงน้อยนิดก่อน เพียงแค่สะกิดผิวหนังชั้นนอกก็พอ”
“ให้ฮองเฮาทดลองยาหรือ?” เสียงของจูหยวนจางสูงขึ้นฉับพลัน “และยังต้องทิ่มแทงพระวรกาย? ให้ผู้อื่นทดลองแทนไม่ได้หรือ?”
“ผู้อื่นกับฮองเฮาทั้งสรีระและอาการโรคล้วนแตกต่างกัน จำเป็นต้องให้ฮองเฮาทดลองยาด้วยพระองค์เอง! มิเช่นนั้นก็ไร้ผล” หลี่เจินมองจูหยวนจางด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน
“ฉงปา...” ขณะที่ทั้งสองคนยืนกรานไม่ยอมกันอยู่นั้น เสียงของฮองเฮาก็ดังขึ้นเบา ๆ “ก็ให้เขาลองดูเถิด”
จูหยวนจางจ้องหลี่เจินเขม็ง พระขนงก็ขมวดแน่นเข้าหากัน หันไปเห็นภรรยาผู้ทรมานของตน สุดท้ายก็ได้แต่ยอมจำนน “ได้...! ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง! หากมีอันใดผิดพลาดไป ข้าจะ...!”
“ขอฝ่าบาทโปรดจัดเตรียมหม้อทองแดง น้ำเดือด!” หลี่เจินหาได้สนใจคำขู่ของจูหยวนจางไม่
“ทำตามที่เขาพูด!” จูหยวนจางมองหลี่เจินพลางรับสั่งกับขันทีข้างกาย
พวกขันทีรีบยกเตาใบหนึ่งมา บนนั้นมีหม้อทองแดง ข้างในเป็นน้ำร้อนเดือดพล่าน หลี่เจินรีบนำกระบอกฉีดยาใส่ลงในหม้อเพื่อฆ่าเชื้อแล้วหยิบออกมา แล้วดูดน้ำยาเพนิซิลลินขึ้นมาเล็กน้อย ฉีดเข้าที่ด้านในของพระพาหาฮองเฮาอย่างระมัดระวังเพื่อทดสอบอาการแพ้ทางผิวหนัง
เมื่อบนพระพาหาของฮองเฮาปรากฏตุ่มน้ำนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน ความเจ็บทำให้นางขมวดคิ้วเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะครางในลำคอ
“เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า?” จูหยวนจางร้อนพระทัย พลันขึ้นเสียงดังลั่น “มีที่ไหนเขาแทงเข็มกันเช่นนี้?”
หลี่เจินชำเลืองมองจูหยวนจางแวบหนึ่ง เริ่มหมดความอดทน “ฝ่าบาท การจะรักษาฮองเฮาให้หายดี ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่ขาดมิได้”
จูหยวนจางเห็นฮองเฮาบนเตียงไม่มีปฏิกิริยาข้างเคียงอื่นใด หลี่เจินก็ยังสุขุมเยือกเย็นเช่นนั้น จึงกล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า “เช่นนั้นเจ้าจงรักษาต่อไปเถิด รักษาหายแล้วข้าจะปูนบำเหน็จให้เจ้าอีก”
หลี่เจินรู้สึกจนใจยิ่งนัก เป็นหมอหลวงช่างยากลำบากเสียจริง หาใช่สิ่งที่มนุษย์จะทนได้ นี่เองพวกหมอหลวงถึงไม่กล้าออกหน้า ต่อให้มียาขนานแรงก็ไม่กล้าใช้กับฮองเฮา
โชคดีที่ผ่านไปหนึ่งก้านธูป บริเวณที่ทดสอบผิวหนังไม่มีปฏิกิริยาผิดปกติ หลี่เจินจึงไม่รอช้า รีบผสมน้ำยาตามขนาดยา ฆ่าเชื้อกระบอกฉีดยาอีกครั้ง เตรียมพร้อมจะฉีดยาอย่างเป็นทางการ
เมื่อเห็นหลี่เจินยกปลายเข็มขึ้นอีกครั้ง เล็งไปยังพระพาหาของฮองเฮา ลมหายใจของจูหยวนจางแทบหยุดนิ่ง เส้นพระโลหิตบนพระพักตร์ปูดโปนขึ้น จ้องเขม็งไปที่หลี่เจิน ทั่วทั้งตำหนักคุนหนิงกงเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงเข็มตก ทุกคนไม่กล้าหายใจแรง
หลี่เจินทำเป็นไม่เห็น ฉีดยาอย่างมั่นคงจนเสร็จเรียบร้อย ฮองเฮาก็หลับไปอีกครั้ง
จูหยวนจางนำหลี่เจินออกมายังท้องพระโรงด้านนอก จากนั้นก็เป็นการรอคอยที่ยาวนานและแทบจะหยุดหายใจ จูหยวนจางเดินวนไปมาในตำหนักราวกับสัตว์ร้าย บางครั้งสายตาก็กวาดมองมาที่หลี่เจิน
เวลานี้ ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดงูใหญ่สีเหลืองอร่ามเดินเข้ามา “เสด็จพ่อ เสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้าง?”
“เพิ่งใช้ยาไป หลับแล้ว” จูหยวนจางตอบไปคำหนึ่ง พระทัยล้วนอยู่ที่ฮองเฮา
จูเปียวเองก็ไม่พูดอีก สามคนรออยู่ที่ท้องพระโรงด้านนอกเช่นนี้ ระหว่างนั้นหลี่เจินก็แอบมององค์รัชทายาทแห่งต้าหมิงพระองค์นี้ด้วยความอยากรู้อยู่บ้าง
รอคอยอยู่ประมาณเกือบหนึ่งชั่วยาม สาวใช้คนสนิทของฮองเฮาก็ออกมา คารวะแล้วกล่าวกับจูหยวนจางด้วยความดีใจว่า “ฝ่าบาท ฮองเฮาตื่นแล้วเพคะ ดูท่าจะดีขึ้นมาก ไข้ก็ลดลงแล้วเพคะ”