ณ พระที่นั่งอู่หยิง องค์จักรพรรดิจูหยวนจางผู้เพิ่งเสด็จออกจากราชสำนักกำลังทรงตรวจฎีกา ขันทีน้อยผู้หนึ่งมาทูลรายงานว่ารัชทายาทพาหลี่เจินมาขอเข้าเฝ้า จึงทรงอนุญาตให้พวกเขาเข้ามา
“หลี่เจิน อาการของฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้าง?” เมื่อเห็นหลี่เจินก้าวเข้ามา จูหยวนจางก็ทรงถามถึงอาการของฮองเฮาหม่าก่อนเป็นอันดับแรก
“ชาวบ้านได้ตรวจให้ฝ่าบาทฮองเฮาเมื่อเช้าแล้ว ฮองเฮาฟื้นตัวได้ดีนัก เชื่อว่าคงจะหายเป็นปกติในไม่ช้าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เจินรีบประสานมือคำนับตอบ
“อืม ไม่เลว! เช่นนั้นพวกเจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?” ท่านจูยังคงก้มพระพักตร์ตรวจฎีกา
จูเปียวส่งสัญญาณให้หลี่เจียนำเรื่องที่พูดกันในตำหนักตงกงเมื่อครู่มากล่าวแก่ท่านจูอีกครั้ง
หลี่เจินรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จำต้องรวบรวมความกล้ากล่าวถึงเหตุผลที่ว่า “การพิมพ์แบงก์มากเกินจะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูง และบั้นปลายราชสำนักก็จะสูญเสียความเชื่อมั่นจากราษฎร” อีกครั้งด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่เมื่อเพิ่งกล่าวถึง “นานไป เกรงว่าแบงก์หนึ่งก้วนจะซื้อข้าวได้ไม่ถึงหนึ่งทะนาน” จูหยวนจางก็ทรงขัดจังหวะเสียก่อน
“เป็นไปไม่ได้! ข้านึกถึงข้อนี้ไว้นานแล้ว” จูหยวนจางทรงโบกพระหัตถ์ใหญ่ “ดังนั้นข้าจึงมีพระราชโองการไว้นานแล้วว่า ข้าวหนึ่งถังขายเพียงแบงก์หนึ่งก้วน! มีตัวหนังสือขาวดำระบุราคาชัดเจน! หากพ่อค้าชั่วคนใดบังอาจฉวยขึ้นราคาโดยพลการ ข้าจะตัดศีรษะมัน”
กล่าวจบยังทอดพระเนตรมายังหลี่เจินและจูเปียวด้วยรอยยิ้มเย้ย ราวกับสีพระพักตร์กำลังบอกว่า ข้าย่อมเล็งเห็นทุกสิ่งทะลุปรุโปร่งแล้ว พวกเจ้ายังอ่อนหัดนัก
หลี่เจินถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ท่านจูนี้ช่างใช้ตรรกะโจรเสียจริง ดูท่าคงต้องยกตัวอย่างให้เห็นภาพเสียแล้ว
“ฝ่าบาททรงพระปรีชานัก พ่อค้าชั่วช่างน่าชิงชัง แท้จริงก็สมควรตายพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เจินคล้อยตามคำของท่านจูก่อน จากนั้นจึงวกกลับมา
“แต่ว่า... หากราชสำนักพิมพ์แบงก์เพิ่ม ตระกูลใหญ่คหบดีผู้มีอิทธิพลหรือพ่อค้ารายใหญ่ ในมือของพวกเขามีแบงก์อยู่มากมายอยู่แล้ว ทั้งยังมีเส้นสาย หากพวกเขากว้านซื้อข้าวทั้งหมดที่หาซื้อได้ในตลาดด้วยราคาแบงก์หนึ่งก้วนจนหมด แล้วกักตุนไว้เล่า?”
“พวกมันกล้าหรือ?” จูหยวนจางทรงกริ้วหนัก “พวกมันซื้อจนเกลี้ยง ราษฎรจะเอาอะไรกิน?”
“เหตุใดจะไม่กล้า? ข้าวหนึ่งถังหนึ่งก้วน นี่เป็นราคาที่ฝ่าบาททรงกำหนด! เงินอยู่ในมือพวกเขา จะซื้อเท่าใดก็ย่อมได้ หรือว่าแบงก์ซื้อข้าวไม่ได้?” หลี่เจินกล่าวพลางหันไปสบตากับจูเปียว จูเปียวส่งสายตาให้ความเห็นใจว่า ‘ข้าอยู่ข้างเจ้า’
หลี่เจินได้รับกำลังใจ จึงสูดลมหายใจเข้าลึก “เมื่อถึงเวลานั้น ราษฎรสามัญต่อให้มีแบงก์ในมือ ก็จะพบว่า... มีเงินแต่ไร้ข้าว มีราคาแต่ไร้ตลาด ครานั้นพวกเขาควรหาใครเล่า? คือคฤหบดีผู้ปิดประตูไม่ขาย หรือราชสำนัก... ผู้ออกแบงก์?”
“นี่มัน...” จูหยวนจางถูกคำถามของหลี่เจินทำให้ตรัสไม่ออก สีพระพักตร์ที่เคยกราดเกรี้ยวพลันเลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยความตระหนกและว่างเปล่า
พระองค์ทรงมาจากครอบครัวชาวนายากจนขั้นรากหญ้า ย่อมสามารถเข้าถึงความลำบากของราษฎรได้เป็นอย่างดี เมื่อทรงกำหนดนโยบายแบงก์ในครานั้น ก็ทรงเชื่อมั่นว่าทรงทำเพื่อราษฎรทั้งสิ้น แต่นี่เป็นมุมมองที่พระองค์ไม่เคยตรึกตรองมาก่อน
พระองค์สามารถมีพระราชโองการกำหนดราคาธัญพืชได้ก็จริง แต่หาได้สามารถจำกัดการค้าขายเสรีไม่
ชั่วขณะหนึ่ง จูหยวนจางทรงนิ่งงันไป นโยบายแบงก์ที่พระองค์ทรงขบคิดอย่างหนักหน่วง กลับกลายเป็นเครื่องมือที่คนเหล่านั้นใช้กดขี่ขูดรีดราษฎรเสียเอง
องค์จักรพรรดิผู้ผ่านการสังหารมาชั่วชีวิตนี้ พลันไม่รู้ว่าจะทรงทำเช่นใดอยู่ชั่วขณะ พระองค์ค่อยๆ ทรงเอนพระวรกายกลับไปบนบัลลังก์มังกร แววพระเนตรยังเผยให้เห็นถึงความอ่อนล้าและความลังเลสงสัยในตนเอง
“เสด็จพ่อ...” จูเปียวอยากจะเอ่ยปลอบสักสองสามประโยค
จูหยวนจางทรงโบกพระหัตถ์เบาๆ ทอดพระเนตรมองหลี่เจิน แล้วทรงเอ่ยปากช้าๆ น้ำเสียงเจือความขมขื่น “ตามที่เจ้าว่า... ข้าทุ่มเทเพื่อราษฎร ออกแบงก์ใช้ กลับ... กลับกลายเป็นโจรผู้ร้ายที่สุดในใต้หล้านี้ไปเสียแล้วหรือ?”
“ไพร่หญ้ามิอาจเอื้อนเอ่ยพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เจินประสานมือคำนับถวาย
จูหยวนจางมิได้ตรัสสิ่งใด ดูจะทรงท้อพระทัยอยู่บ้าง ทรงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเป็นเชิงขอคำชี้แนะว่า “เช่นนั้นตามความเห็นของเจ้า ข้าควรทำอย่างไร? หรือว่าจะต้อง... เลิกใช้แบงก์ทั้งหมดเสีย? พระบัญชาราชสำนักก็ไม่อาจเปลี่ยนไปมาได้นะ!”
“ฝ่าบาท ตัวแบงก์เองหาได้มีปัญหาไม่ แท้จริงมีประโยชน์ต่อการหมุนเวียนสินค้า แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การควบคุม ‘ระดับ’ ที่พอเหมาะ” หลี่เจินเห็นว่าท่านจูทรงรับฟังแล้ว จึงรีบเสนอทางแก้
“ราชสำนักเพียงแค่ประมาณการว่าในหนึ่งปีแห่งต้าหมิง ผลิตธัญพืช อาภรณ์ และสิ่งของจำเป็นหลักๆ ได้มากน้อยเพียงใด แล้วจึงคำนวณว่าจะพิมพ์แบงก์ได้เท่าใดในปีนั้น ขอเพียงทำให้จำนวนแบงก์สอดคล้องกับปริมาณสินค้าในหล้าได้ ก็จะรักษาเสถียรภาพของมูลค่าแบงก์ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูหยวนจางทรงครองราชย์เป็นจักรพรรดิมาหลายปี ย่อมมองทะลุปมปัญหาสำคัญนี้ได้ในทันใด ที่เมื่อครู่ก็เป็นเพียงการย่ำอยู่กับที่ในห้วงความคิดเท่านั้น พอถูกหลี่เจินกล่าวเช่นนี้ ก็เข้าพระทัยในฉับพลัน
ฉับพลันนั้น สายพระเนตรที่ทอดมองหลี่เจินเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้เพียงคิดว่าเขาเป็นหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อจากหมู่บ้าน บัดนี้กลับพบว่าเขาเหมือนจะมีพรสวรรค์ในการปกครองแผ่นดินด้วย
“ดี! กล่าวได้ดีนัก!” จูหยวนจางทอดพระเนตรหลี่เจินจนแววพระเนตรเป็นประกาย “หลี่เจิน ข้านึกไม่ถึงว่าเจ้ามิเพียงมีฝีมือแพทย์สูงส่ง ยังมีมุมมองที่เฉียบแหลมในวิถีการปกครองแผ่นดินเช่นนี้ นับว่าข้าดูถูกเจ้าไป!”
ท่านจูมีพระอารมณ์ดียิ่งนัก “เจ้ารักษาฮองเฮาของข้าหาย ทั้งวาจาคราที่แล้วยังเป็นคุณความชอบใหญ่หลวง ต้องการรางวัลสิ่งใดก็เอ่ยมาเถิด ข้าจะไม่ทรงขัดข้อง!”
หลี่เจินนึกในใจ มาแล้ว! ท่านจูวาดขนมชิ้นแล้วชิ้นเล่า กินไม่หมดเลย
จะประทานก็ประทานเสียตรงๆ เถิด เหตุใดจึงให้ข้าต้องเอ่ยปากเอง และยังตรัสว่าไม่ขัดข้องอีก หากข้าต้องการเป็นอ๋องพระองค์จะทรงให้หรือ? ท่านจูน้อยยังดีกว่า ให้เงินข้ามาเลยตั้งพันก้วน มิน่าเล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นถึงได้นิยมชมชอบรัชทายาทยิ่งนัก
แม้จะคิดในใจเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่อาจกล่าวออกไป!
“บุญคุณฝ่าบาทยิ่งใหญ่ ชาวบ้าน... ชาวบ้านเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเท่านั้น องค์รัชทายาทวันนี้ได้ประทานเงินให้ข้าน้อยหนึ่งพันก้วนแล้ว ไม่กล้ารับรางวัลอีกพ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินหรือไม่ท่านจู กำลังสะกิดพระองค์อยู่นะ โอรสของพระองค์มิทันเอ่ยอะไร ก็ให้ข้ามาตั้งพันก้วน ส่วนพระองค์อยู่วาดขนมมาเสียตั้งนานแต่ยังมิได้ให้สิ่งใดเลย
“เฮ้อ,” จูหยวนจางได้ฟังพลางเบิกพระเนตรเขม็ง “ให้เจ้าพูดก็พูดเสีย ร่ำไรอ้ำๆ อึ้งๆ อย่างกับสตรี! ฉับไวเข้า!”
หลี่เจินลำบากใจอยู่บ้าง จะให้กล่าวขอรางวัลตรงๆ ได้อย่างไร? สุดท้ายถูกบีบคั้นจนหมดหนทาง
“เช่นนั้น... หรือว่าฝ่าบาทจะประทาน... เงินอีกสักพันก้วนแก่ชาวบ้าน?”
“หา?!” ท่านจูเกือบจะนึกว่าพระกรรณฝาดไป ให้เจ้าเอ่ยขอ เจ้าก็เอ่ยขอจริงๆ เลยรึ!
จากนั้นเกือบจะหลุดขำ “ขอเงิน? หลี่เจิน เจ้านี่เป็นคนแรกเลยที่อาจหาญมาขอเงินจากข้าตรงๆ เช่นนี้”
จูหยวนจางชี้ไปที่หลี่เจิน แล้วหันพระพักตร์ไปทางจูเปียวที่กำลังแอบยิ้มอยู่ “เปียวเอ๋ย เจ้าดูสิ ไอ้หนุ่มนี่.......ไอ้หนุ่มนี่ช่างไม่เอาไหน!”
หลี่เจินเงยหน้าขึ้นยิ้มแหยๆ ด้วยสีหน้าที่สื่อว่า “ข้าก็มีดีแต่นี่แหละ”
จูหยวนจางหันกลับมามองหลี่เจิน ในพระทัยทั้งกริ้วทั้งขำ ทั้งยังเจือความผิดหวังที่เขาไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน
เดิมทีทรงดำริจะส่งหลี่เจินเข้าสำนักหมอหลวงโดยตรง แต่บัดนี้ทรงรู้สึกว่าส่งเขาไปสำนักหมอหลวงนั้นช่างน่าเสียดายเกินไป
ทรงเคร่งพระพักตร์ตรึกตรองครู่หนึ่ง ในพระทัยก็ทรงปักใจแน่วแน่แล้ว
“พอเถิด!” จูหยวนจางทรงโบกพระหัตถ์ “ดูท่าทางไม่เอาไหนของเจ้าแล้ว ในเมื่อเจ้ายังมีแววปกครองแผ่นดินอยู่บ้าง ก็ให้เจ้าไปประจำตำหนักตงกงคอยช่วยเหลือรัชทายาทเถิด”
ท่านจูทอดพระเนตรมายังจูเปียว “เปียวเอ๋ย เจ้าดูว่าจะให้ตำแหน่งขุนนางอะไรแก่เขาจึงเหมาะสม?”
จูเปียวเข้าใจพระราชประสงค์ “เสด็จพ่อ ตำหนักตงกงฝ่ายโย่วชุนฟางยังขาดตำแหน่งโย่วจงหยุ่นอยู่ รับผิดชอบจัดการฎีกาและหนังสือราชการ ทั้งยังสามารถประจำอยู่ข้างกายโอรสเพื่อรับใช้ได้ทุกเมื่อ เป็นขั้นหกแท้ ไม่สูงไม่ต่ำนัก เหมาะสมให้ท่านหลี่ได้ฝึกฝนสักครั้ง”
“อืม ใช้ได้ อนุญาต!” จูหยวนจางทรงผงกพระเศียร “หลี่เจิน นับแต่วันนี้ เจ้าคือโย่วจงหยุ่นแห่งตำหนักตงกง ต่อไปจงตั้งใจทำงาน อย่าทำให้รัชทายาทที่ชุบเลี้ยงเจ้าต้องผิดหวัง”
หลี่เจินตะลึงไปเล็กน้อย นี่มัน... ได้เป็นขุนนางแล้วรึ? ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจูจะให้ตำแหน่งขุนนางแก่ข้า
ถึงจะเป็นเพียงขุนนางขั้นหก แต่ก็นับว่าดีมากแล้ว ต้องรู้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเป็นเพียงนักพรตน้อยบนภูเขา แม้แต่สถานะที่แท้จริงก็ยังไม่มี
หลี่เจินรีบขอบพระทัย “ชาว... กระหม่อมหลี่เจิน ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ประทานพระมหากรุณาธิคุณ! ขอบพระทัยองค์รัชทายาท”