หลังจากจินซื่อกับคนอื่น ๆ ออกจากเรือนรุ่ยเซวียนถังไปหมดแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ซื่อจึงทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้า พึมพำกับตัวเองว่า “ท่านโหวเฒ่าเอ๋ย หากท่านยังมีวิญญาณจริง ๆ จะเคยรู้สึกเสียใจบ้างหรือไม่?”
ด้วยความเข้าใจที่ตนมีต่อท่านโหวเฒ่า นางคิดว่าคำตอบคือไม่เสียใจ
นางตั้งใจจะนิ่งเงียบตลอดไป ทำตัวเป็นฮูหยินผู้เฒ่าที่ทั้งหูหนวกทั้งใบ้
แต่เหตุการณ์ทั้งในจวนและนอกจวนกลับดำเนินไปอย่างเหลวไหลครั้งแล้วครั้งเล่า
ครานี้ยังถึงขั้นแบ่งแยกสายสกุลอีก
นางจึงจำต้องออกหน้ากดดันสาขาใหญ่ด้วยตัวเอง ก็เพราะเกรงว่าสาขาใหญ่จะโกรธจนขาดสติจนก่อเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ขึ้นมา
ได้แต่หวังว่าคำพูดของนางในวันนี้ คนสาขาใหญ่จะรับฟังและเก็บไปคิดได้จริง ๆ
ต่อจากนี้ก็ให้สงบเสงี่ยม รักษาฐานันดรศักดิ์นี้แล้วใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุขเถิด
หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อคอยปกป้องไว้ ครอบครัวสาขาใหญ่ก็หาใช่คู่มือของสาขาสามไม่
หากทำให้สองสามีภรรยาอี้เกอโมโหขึ้นมาจริง ๆ แค่ใช้กลเม็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพียงพอให้สาขาใหญ่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว
เพราะสองสามีภรรยาคู่นั้น หลายปีมานี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ดูออกแล้วว่าไม่ใช่คนดีอะไร
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง อี้เกอแห่งสาขาสามมีความสามารถ เจ้าล่าวซานต่อไปจึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
ตอนนี้เจ้าล่าวซานก็ดีอยู่แล้ว ด้วยนิสัยของหลานซื่อกับสามีภรรยาอี้เกอ ขอเพียงเขาทำตัวเช่นนี้ต่อไป ทางจวนองค์หญิงก็ไม่ข่มเหงเขาเป็นแน่
เช่นนั้นนางก็จะได้ตายตาหลับเสียที
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ จวนหนิงผิงโหว แน่นอนว่าคนในจวนองค์หญิงไม่มีทางรู้
พวกเขากำลังห้อมล้อมสมุดสกุลเล่มใหม่ด้วยความยินดี
ฟู่จืออี้เข้าเล่มสมุดสกุลเล่มนี้ด้วยตัวเองตั้งแต่แรกแล้ว ด้านบนเขียนว่า: สมุดสกุลตระกูลฟู่
