ลู่เจินเจินหยิบจดหมายตอบที่ฟู่จืออี้เขียนให้นางออกมา ยื่นหน้ากระดาษที่เขียนสถานการณ์ของอ๋องจิ้นให้องค์หญิงสี่
องค์หญิงสี่รีบรับไป อ่านผ่านตาสองสามบรรทัดก็วางลง พลางถอนหายใจยาว
ขอบตาพลันแดงระเรื่อ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
นางกระพริบตาถี่ ราวกับอยากให้ไอความชื้นในดวงตานั้นเหือดหายไป แต่ยิ่งกระพริบก็ยิ่งพรั่งพรู
ลู่เจินเจินถอนใจ ดึงองค์หญิงสี่เข้ามากอด กดศีรษะนางให้ซบกับไหล่ตน “อยากร้องไห้ก็ร้องเถิด! สองสามวันนี้ท่านลำบากนัก”
องค์หญิงสี่กอดลู่เจินเจินแน่น นิ่งเงียบร่ำไห้อยู่นานโข
ลู่เจินเจินยืนจนขาล้า แขนก็ชาจากการกอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว “ยังร้องไม่พออีกหรือ? มิเช่นนั้นพวกเราไปนั่งร้องกันดีหรือไม่? ยืนร้องเช่นนี้ค่อนข้างสิ้นเปลืองกุ้ยมิตรเอกของท่านนัก”
องค์หญิงสี่กลั้นไม่ทัน หลุดหัวเราะพรืดทำน้ำมูกเป็นฟอง
นางรู้สึกขายหน้า รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ด
โกลาหลไปคราหนึ่ง พออารมณ์ผ่านพ้นก็ร้องไห้ไม่ออกอีก
อารมณ์สงบลงแล้ว สองคนนั่งลง รินชาร้อนกับวางขนม
องค์หญิงสี่จิบชาร้อนไปสองสามอึก มองลู่เจินเจินอย่างจริงจัง “เล่ออัน ครานี้ข้าต้องขอบคุณท่านและท่านสามีนัก! โดยเฉพาะท่านฟู่ หากมิใช่เขา เกรงว่าพี่หกของข้าคงเคราะห์ร้ายยิ่ง”
“ท่านฟู่คือผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตพี่หก ทั้งเป็นผู้มีบุญคุณต่อเสด็จแม่ ข้า และจวนอ๋องจิ้นด้วย! บุญคุณนี้พวกเราจดจำไว้ในใจแล้ว พวกท่านวางใจเถิด ภายภาคหน้าจักไม่ทรยศต่อความจริงใจของพวกท่านเป็นแน่”
ลู่เจินเจินยิ้ม “นี่คือคำพูดที่กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงให้ท่านนำมาหรือไม่?”
