“ข้ามิคิดปิดบังเจ้า ข้าเป็นกะเทย!”
“ให้เจ้าเลือกสองทาง อยากอยู่สกุลฟู่ ข้าปกป้องเจ้าชั่วชีวิตไม่พร่องกินอิ่มท้อง”
“ไม่คิดอยู่ ข้าให้หนังสือหย่าแก่เจ้า ภายหน้าต่างคนต่างอยู่”
ลู่เจินเจินตกใจ นี่เพิ่งข้ามภพก็เผชิญความตื่นเต้นถึงเพียงนี้?
รีบจัดเรียงความทรงจำของร่าง สุดท้ายก็กระจ่างในสถานการณ์
ข่าวร้าย: ข้ามภพแล้ว!
ข่าวร้ายกว่า: กลายเป็นเจ้าสาว ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดแล้ว จะถึงขั้นเข้าหอเสียด้วย!
ข่าวร้ายที่สุด: เจ้าบ่าวเป็นกะเทย มิอาจเสพสังวาส!
นี่มิใช่เนื้อเรื่องในตำราเล่มนั้นที่นางอ่านก่อนสิ้นใจตายหลังทำงานหามรุ่งหามค่ำสองวันสองคืนไม่หยุดหรอกหรือ? ‘ท่านโหวกับดวงใจภรรยาสาวผู้เป็นอนุภรรยาต่อเนื่อง’
ในตำรานั้น มีตัวร้ายผู้ดำมืดคนหนึ่ง เป็นญาติผู้น้องของท่านโหวฟู่จือหมิง นามฟู่จืออี้ ครองตำแหน่งขั้นหนึ่ง ครองอำนาจล้นฟ้า ตัวคนเดียวไร้ภรรยาบุตร
แต่กลับขัดแข้งขัดขาตระกูลโหวทุกแห่งหน ตระกูลโหวเกือบพินาศด้วยน้ำมือฟู่จืออี้
ตัวร้ายฟู่จืออี้ผู้นี้ในยามที่ตระกูลโหวใกล้ดับสูญ กลับหายสาบสูญไปอย่างประหลาด ตระกูลโหวจึงรอดพ้นเภทภัยครานั้น
เล่าลือว่าฐานันดรโหวของตระกูลนี้ควรตกแก่ฟู่จืออี้แต่แรก หาเหตุใดไม่ท้ายสุดกลับตกถึงมือฟู่จือหมิง
คนนอกคาดเดาว่าสองพี่น้องผิดใจกันเพราะเหตุนี้ เพียงแต่ทั้งสองกลับปิดปากเงียบงันต่อโลกภายนอก
เมื่อฟู่จืออี้หายสาบสูญไป ฟู่จือหมิงพลั้งปากต่อหน้านางเอกโดยมิได้ตั้งใจ ว่าฟู่จืออี้คงโชคร้ายภยันตรายยิ่งกว่าดี
นางเอกซักไซ้ ฟู่จือหมิงพิโรธนางเอกเป็นครั้งแรก ทั้งสองถึงกับเย็นชากันเนิ่นนาน
ท้ายสุดนางเอกยอมอ่อนข้อสิ้นสุด
และตัวร้ายที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ก็มีจุดจบเท่านั้น หายหน้าหายตาไปมิเคยปรากฏอีก
ในตำรายังกล่าวแทรกไว้ว่า ในปีแรกๆ ตระกูลโหวเคยหาภรรยาให้ฟู่จืออี้ เป็นบุตรสาวคนรองของสกุลลู่ ตระกูลเสนาบดีกรมรัษฎากร นามลู่เจินเจิน
คืนเข้าหอแรก ณ ห้องใหม่ ทั้งสองหาเหตุอันใดไม่กระจ่างกลับผิดใจใหญ่โต ฟู่จืออี้เขียนหนังสือหย่าให้ในคืนนั้น
บุตรสาวสกุลลู่คืนนั้นเก็บทรัพย์สินเงินทองแล้วหนีไป
ทว่าบุตรสาวสกุลลู่ก็มิได้บั้นปลายดี หญิงอ่อนแอผู้หนึ่ง พาทรัพย์สินไม่น้อยติดตัว พ้นนครหลวงเพียงไม่นานก็ถูกคนหมายตา ถูกปล้นทรัพย์ปลิดชีวิต ตายต่างเมือง
บุรุษเอกและนางเอกในบั้นปลายถึงกับทอดถอนใจ ว่าเป็นสามีภรรยากันแท้ ล้วนอนาถวาสนาทั้งคู่
บัดนี้นางคือบุตรสาวสกุลลู่นั้น ผู้อนาถวาสนา 'ลู่เจินเจิน'
และผู้ที่เอื้อนเอ่ยนั้น ก็คือตัวร้ายใหญ่ 'ฟู่จืออี้'
นางข้ามภพมาอยู่ในคืนเข้าหอของร่างเก่ากับตัวร้ายใหญ่ บัดนี้ฟู่จืออี้แจ้งปมด้อยในเรือนร่างแก่ร่างเก่าโดยตรง ให้เลือกสองทาง
ร่างเก่าลู่เจินเจินเลือกจากลาจึงสิ้นชีพต่างเมืองต่อมาไม่นาน
บัดนี้ถึงตานางแล้ว จะทำเช่นไรดี?
ฝั่งตรงข้ามลู่เจินเจิน ฟู่จืออี้นั่งอยู่ข้างโต๊ะกลม ดวงตาดำมิอาจคาดเดาคู่หนึ่ง สำรวจนางด้วยท่าทีสงบนิ่งไม่ไหวติง รอคอยการเลือกของนาง
ลู่เจินเจินกลืนน้ำลาย ยกมือบังใบหน้าตนเอง ปิดรอยยิ้มที่มุมปากยกขึ้น ควบคุมยากยิ่งกว่าหน้าไม้!
สำหรับผู้ใช้แรงงานที่สิ้นชีพด้วยงานหามรุ่งหามค่ำจากชาติก่อน การแต่งงานนี้ช่างประหนึ่งสวรรค์รังสรรค์ คู่ควรประหนึ่งสวรรค์ลิขิต!
แต่งขึ้นสูงสู่ตระกูลโหวยศศักดิ์ใหญ่ ไม่พร่องกินอิ่มท้อง มีคนคอยรับใช้
บุรุษไร้สมรรถภาพ ไร้กังวลเขานอกใจหรือเข้าห้องสาวใช้และอนุภรรยา
อีกทั้งไร้เงื่อนไขต้องให้กำเนิดบุตร!
ภายหน้ายังสามารถยิ่งใหญ่ มีอำนาจสูงส่ง ไร้ผู้ใดไม่เกรงขาม นางจักเกาะชายผ้าติดตามเป็นถึงภริยาท่านผู้ใดได้รับพระราชทานยศฮูหยิน
ทั้งในตำราตัวร้ายใหญ่ยังหายสาบสูญ แม้บั้นปลายก็ไม่ปรากฏ นางก็สามารถเป็นม่ายสุขสันต์ หนำซ้ำอาจลอบเลี้ยงหนุ่มรูปงามสักสองสามคน!
นี่ก็ประหนึ่ง เพิ่งเรียนจบก็เข้าเป็นขุนนาง เข้ารับตำแหน่งเป็นถึงนายกองย่อย กินอยู่เดินทางล้วนเบิกได้ เบี้ยหวัดสวัสดิการครบถ้วน เทศกาลมีรางวัลไม่ขาด ไร้การประเมินผลงานและเงื่อนไขบีบคั้น เพียงประจบประแจงเจ้ากรมใหญ่ให้ดี ก็จะถูกทะนุถนอม อิ่มหนำรอวันตายชั่วชีวิต!
เรื่องดีถึงเพียงนี้ หากรีรอแม้ชั่วลมหายใจ ก็คือความไม่เคารพต่องานชิ้นนี้!
ลู่เจินเจินใจหวั่นไหว มือสั่นสะท้าน ยังไงก็ต้องดื่มเหล้าจอกคู่นี้ ทำให้สามีภรรยามั่นคง!
แม้คนโง่ก็ยังรู้ เมื่อฟู่จืออี้กล้านำความลับสุดยอดมาแจ้งแก่นาง ย่อมไม่กลัวนางแพร่งพราย
ร่างเก่าลู่เจินเจินเลือกจากสกุลฟู่ ตายต่างเมือง เบื้องหลังอาจมีเงื้อมมือสกุลฟู่ก็เป็นได้
เพราะมีแต่เพียงคนตายเท่านั้นจึงรักษาความลับได้ มิใช่หรือ?
ทว่าโชคลาภย่อมมาพร้อมภัย แค่จุดด่างพร้อยเล็กน้อยนี้ มิอาจกระทบความงดงามของงานนี้เลย! ขอเพียงนางอยู่บนเรือลำเดียวกับฟู่จืออี้ตลอดไป ก็ไร้กังวล
สูดลมหายใจลึก ลู่เจินเจินยืนขึ้นประกาศปณิธาน: “ในเมื่อได้แต่งเป็นสะใภ้สกุลฟู่แล้ว ยามเป็นคือคนสกุลฟู่ ตายก็คือวิญญาณสกุลฟู่!”
นั่นช่างอีกเหิมหาญเด็ดเดี่ยวหนักหนา
ฟู่จืออี้แววตาวับวาว แสร้งยิ้มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
ลู่เจินเจินรู้ว่าตนแสดงท่าทีแล้ว แต่ฟู่จืออี้คงไม่เชื่อเท่าไหร่
เพราะใครเล่าจะยอมรับได้รวดเร็วว่าตนแต่งกับบุรุษไร้สมรรถภาพ?
ผู้ที่จะเป็นใหญ่ครองอำนาจในภายภาคหน้าได้ ดวงจิตย่อมซับซ้อนหยั่งรู้ อย่างน้อยก็แปดร้อยชั้น ความคิดน้อยนิดของนาง อย่าโอ้อวดช่างฝีมือต่อหน้าปรมาจารย์เลย
จึงเปิดอกแจงแถลง: “ข้าเป็นบุตรสาวอนุภรรยาสกุลลู่ แต่งเข้าสกุลฟู่ก็นับว่าเทียบเทียมสูงส่ง”
“หากใต้เท้าสี่เขียนหนังสือหย่าให้ ข้ากลับไปสกุลลู่เห็นทีจะถูกส่งตัวไปแต่งยังต่างเมืองไกลลิบ ให้เป็นอนุภรรยาผู้อื่นก็มิอาจรู้”
“อนึ่ง ข้าทราบความลับของใต้เท้าสี่แล้ว ต่อให้ใต้เท้าสี่วางพระทัยให้ข้าจากไป ผู้อื่นก็ใช่ว่าจะวางใจ”
“ข้าเป็นเพียงหญิงอ่อนแอขลาดตาย หวังเพียงอยู่อย่างสงบสันติ อยู่สกุลฟู่ เป็นสามีภรรยาเคารพนบนอบกับใต้เท้าสี่ นับว่าดีที่สุดสำหรับข้าแล้ว”
“ยิ่งกว่านั้น ข้าจักพยายามร่วมมือใต้เท้าสี่ ไม่เป็นภาระถ่วงใต้เท้าสี่แน่นอน! ข้าขอสาบาน หากข้ามีจิตคิดร้ายต่อใต้เท้าสี่แม้เพียงน้อย ก็ขอให้สกุลลู่ทั้งบ้านตายโหงมิอาจตายดี!”
ลู่เจินเจินสาบานมั่นคง ไร้ความกระดากใจ
หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ก็ขอให้สนองโทษแก่คนสกุลลู่เถิด เกี่ยวอันใดกับนางลู่เจินเจิน?
ก็เพราะร่างเก่าถูกสกุลลู่ผลักไสมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเคราะห์กรรมแทนบุตรชายใหญ่สกุลลู่ ลู่หู่ นางจึงมิได้มีสายสัมพันธ์อันใดกับสกุลลู่
ร่างเก่าลู่เจินเจินที่เก็บทรัพย์สินเงินทองแล้วมิได้กลับสกุลลู่ แต่เลือกจากนครหลวง ก็รู้ว่านางเองก็เคียดแค้นสกุลลู่
เพียงแต่นางคาดไม่ถึง ต่อให้มิได้กลับสกุลลู่ ก็มิอาจมีชีวิตรอดอีกสักกี่วัน
ฟู่จืออี้จึงเงยหน้าพินิจพิเคราะห์เจ้าสาวตรงหน้าอย่างจริงจัง ผู้ที่เป็นภรรยาในนามของตน
ร่างบางอรชร หน้าตางามเด่น ดวงตาคู่หนึ่งใสกระจ่าง เปิดเผยจริงจัง เผยความมีชีวิตชีวา ยังแฝงด้วยแววเจ้าเล่ห์น้อยๆ แต่มิได้น่ารังเกียจ
แรกเริ่มเดิมทีเขาให้คนสืบถามนิสัยของบุตรสาวรองสกุลลู่ ได้ความว่านางอ่อนน้อมถ่อมตนและอ่อนโยนที่สุด ควบคุมง่าย
มิฉะนั้นเขาคงไม่คล้อยตามการแต่งงานนี้
ทว่าเจ้าสาวตรงหน้า มิได้มีทีท่าควบคุมง่ายเลย
สกุลลู่เปลี่ยนตัวนาง หรือบุตรสาวรองสกุลลู่ปิดบังธาตุแท้ตลอดมา? หรือบุตรสาวรองสกุลลู่มีเจตนาอื่น?
หรี่ตาลง ฟู่จืออี้เก็บงำความคิด กล่าวด้วยท่วงทีสงบนิ่ง: “ในเมื่อเช่นนั้น มาดื่มเหล้าจอกันก่อนเถิด”
ว่าแล้วรินสุราสองจอก ยื่นส่งให้
ลู่เจินเจินมิได้คิดมาก รับจอกสุรามาอย่างว่องไว ยกจอกให้ฟู่จืออี้ แล้วดื่มรวดเดียวหมดคล่อง
หมดแล้วอดขมวดคิ้วมิได้ สุรานี้ไยขมอยู่บ้าง?
ฟู่จืออี้เห็นนางทำได้ฉับไวเช่นนี้ แววตาหม่นหมอง ดื่มตาม ยกจอกสุราขึ้น ค่อยๆ ดื่มจนหมด
วางจอกสุรา สองคนสบตากัน บรรยากาศไร้แววเสน่หา มีเพียงความกระอักกระอ่วน
ฟู่จืออี้เป็นฝ่ายเอ่ยก่อน: “เข้านอนเถิด”
ว่าแล้วพลิกผ้าห่มขึ้นอย่างเปิดเผย แล้วเอนกายลง
ลู่เจินเจินกลืนน้ำลาย คืบหน้าเร็วถึงเพียงนี้?
คิดอีกที กลัวอะไร? อย่างไรเขาก็ไร้สมรรถภาพ แม้อยู่เตียงเดียวกันก็เป็นเพียงนอนเปล่า
จึงปล่อยวางใจลงทันที
นับว่ายังดีที่ก่อนหน้านี้ได้ปลดมงกุฎหงส์ ออกเป็นอาภรณ์ลำลองแล้ว ลู่เจินเจินทำใจราวกับเดินสู่ความตาย ถอดรองเท้า ขึ้นเตียงพยายามอยู่ห่างฟู่จืออี้ที่สุด เพิ่งเอนกายลง
พลันนึกถึงเรื่องใหญ่สำคัญนักขึ้นได้ ลุกพรวดนั่งขึ้น มองฟู่จืออี้: “มีดาบไหม?”