ตอนแรกไฮ่จื่อยังรู้สึกว่าวันนี้เก็บของทะเลได้ไม่น้อย
แต่พอเทียบกับเฉินไห่
ก็เหมือนไม่ได้อะไรเลย
คนเราเอามาเทียบกันแล้วชวนให้โมโหจริง ๆ
เฉินไห่ยิ้มแล้วพูดว่า “ก็เพราะนายเดินตามหลังฉันตลอด ของดี ๆ ฉันก็เลยเจอก่อนสิ”
ไฮ่จื่อพูดว่า “งั้นฉันเดินตามน้ำขึ้นไปเองก็ได้”
เขาเดินไปด้านข้างสองสามก้าว
ทั้งสองคนเว้นระยะห่างกันเล็กน้อย แล้วเดินตามแนวน้ำไปด้วยกัน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว
ไฮ่จื่อก็ดึงเท้าออกจากโคลนอย่างยากลำบาก แล้วพูดว่า “เดินยากชะมัด”
น้ำเพิ่งลดลงไป
ตามพื้นมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด
โคลนแถวแอ่งน้ำยิ่งยวบจมเท้าง่ายกว่าเดิม
ไฮ่จื่อตั้งใจเดินอ้อมแอ่งน้ำไปทางด้านข้าง แต่กลับเห็นเฉินไห่เดินเข้าไปหาแอ่งน้ำแห่งหนึ่งเอง แม้ขาท่อนล่างจะจมอยู่ในโคลนก็ไม่สนใจ เขาถือคราดคุ้ยอยู่ในแอ่งน้ำ
ไฮ่จื่อถามอย่างสงสัยว่า “อาไห่ มีของเหรอ”
เฉินไห่ตอบส่ง ๆ ว่า “ลองดูก็รู้”
จากนั้น
เขาก็คราดหอยสังข์ขึ้นมาจากน้ำตัวหนึ่ง
ไฮ่จื่อตะลึงตาค้าง “มีจริงด้วยแฮะ”
พอดีมีคนเดินผ่านมา ร้องอย่างตกใจว่า “หอยสังข์ตัวใหญ่ชะมัด”
“หนักตั้งหลายชั่งแน่ะ”
“รวยแล้วสิคราวนี้”
ของทะเลตัวใหญ่ยิ่งมีราคาดี ของทะเลบางชนิดยังคิดราคาตามขนาดด้วยซ้ำ
พอได้ยินเสียงร้อง
คนอื่น ๆ ก็เงยหน้ามองมา
พอเห็นหอยสังข์ตัวใหญ่ ทุกคนก็พากันตื่นเต้น
ไฮ่จื่อเองก็หาแอ่งน้ำสักแห่ง
หาอยู่ตั้งนาน
แต่ไม่เจออะไรเลย แถมเกือบเหยียบจมจนดึงเท้าไม่ขึ้น
หันไปดูเฉินไห่อีกที
เขากลับคราดปลาตัวเล็ก ๆ ได้สองตัวจากแอ่งน้ำอีกแห่ง ถึงจะไม่ค่อยมีราคา อย่างน้อยก็ยังได้ของกลับไป
