“เสี่ยวเจียง อยู่ไหนน่ะ? มาปิ้งย่างกัน พี่เลี้ยงเอง”
ตอนรับสายจากพี่หลิว เจียงจื่อฉีเพิ่งส่งลูกค้าถึงบ้าน
เขากับพี่หลิวและหลี่เฉียงเป็นผู้ช่วยตำรวจเหมือนกัน เมืองเล็ก ๆ ของพวกเขาเงินเดือนผู้ช่วยตำรวจไม่สูง เพื่อหารายได้เพิ่ม หลังเลิกงานเขาจึงไปรับงานขับรถแทนเจ้าของรถ
ลูกค้าวันนี้เมาหนักมาก พอถึงที่หมายก็ลงจากรถเองไม่ไหว เขาจึงต้องพยุงเข้าไปข้างใน ทำให้เสียเวลาไปพักหนึ่ง
ตอนแรกเขาไม่อยากไป แต่พี่หลิวกับหลี่เฉียงคะยั้นคะยอเสียจนปฏิเสธไม่ลง พอดีตอนนั้นไม่มีงานเข้ามา เขาจึงไปด้วย
ยามนี้ร้านอาหารริมทางกำลังคึกคัก ร้านปิ้งย่างพี่อู๋มีคนนั่งเต็มทุกโต๊ะ
เพิ่งนั่งลง พี่หลิวก็ยื่นเนื้อแกะเสียบไม้มาให้เขาหนึ่งกำ “กินเยอะ ๆ จะได้บำรุง ดูหน้านายซีดอย่างกับคนป่วย”
เจียงจื่อฉียิ้ม ไม่ตอบรับอะไร หยิบเนื้อย่างมากินเงียบ ๆ
เขาป่วยจริง ๆ ป่วยจนแทบจะตายแล้ว สีหน้าจะดีได้อย่างไร
ไม่สิ ต้องพูดว่าร่างเดิมตายไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงข้ามมาที่นี่ไม่ได้
ร่างเดิมมีน้องสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เด็กโง่คนนั้นทุ่มเททำงานหนักถึงเพียงนี้ก็เพราะรู้ว่าตัวเองมีชีวิตเหลืออีกไม่นาน จึงอยากหาเงินให้ได้มากหน่อยเพื่อทิ้งไว้ให้น้องสาว
สุดท้ายยังไม่ทันตายเพราะป่วย ก็ทำงานหนักจนตัวเองตายเสียก่อน เขาจึงได้ข้ามมาอยู่ในร่างนี้
ร้านปิ้งย่างพี่อู๋มีชื่อเสียงอยู่แถบนี้ แถมยังอยู่ใกล้สถานีตำรวจของพวกเขา ตำรวจและผู้ช่วยตำรวจในสถานีจึงแวะมากินกันบ่อย ๆ
ร่างเดิมเคยมาที่นี่กับพวกเขาสองสามครั้ง แต่หลังจากเขาข้ามมา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มา
รสชาติเนื้อย่างไม่เลวจริง ๆ อยู่ไกล ๆ ก็ยังได้กลิ่นหอมฉุยของเนื้อ
พี่อู๋เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบ กำลังง่วนอยู่หน้าเตาย่าง บนเตาวางเนื้อเสียบไม้สารพัดอย่าง น้ำมันส่งเสียงฉ่าเมื่อโดนไฟถ่าน
พี่อู๋ยิ้มแย้ม พลางย่างเนื้อไปด้วย รับมือกับลูกค้าที่เร่งอยู่ไม่ขาดปากไปด้วย
“ย่างของเขาเสร็จแล้วก็ถึงของคุณ ใจเย็น ๆ มีให้ทุกคนครับ”
พี่หลิวรูดเนื้อเสียบไม้ออกจากไม้คำโต หันมาเห็นเจียงจื่อฉีกำลังจ้องพี่อู๋อย่างเหม่อลอย เนื้อในมือค้างอยู่ตรงริมฝีปาก
“เสี่ยวเจียง ทำไมไม่กินล่ะ? ฝีมือพี่อู๋ทำให้อึ้งหรือไง?”
ตอนนี้มือทั้งสองข้างของพี่อู๋พลิกไปมาอย่างคล่องแคล่ว โรยเครื่องปรุง พลิกย่างเนื้อเสียบไม้หลายสิบหลายร้อยไม้ไปพร้อมกัน ราวกับกำลังเล่นกล มีคนไม่น้อยยืนดูอยู่
หลายคนดูไปก็หยอกล้อพี่อู๋ไปด้วย
เจียงจื่อฉีไม่ได้สนใจมือของพี่อู๋เลย สิ่งที่เขาจ้องคือเหนือศีรษะของอีกฝ่าย
ในสายตาคนอื่น เหนือศีรษะพี่อู๋ไม่มีอะไร แต่ในสายตาเจียงจื่อฉี กลับมีบางอย่างรูปร่างคล้ายก้อนเมฆลอยอยู่ก้อนเล็ก ๆ มันไม่ใช่เมฆขาว หากเป็นเมฆดำสนิทราวกับหมึก
เจียงจื่อฉีข้ามมายังโลกนี้ได้เพียงสองวัน
เรื่องการข้ามภพเขาเคยอ่านเจอในหนังสือ แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
เพียงแต่ตอนที่เขาข้ามมา ร่างนี้ก็มีชีวิตเหลืออีกไม่มากแล้ว
เขาคิดไม่ตกมาตลอดว่าการข้ามภพเช่นนี้มีความหมายอะไร อย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี
แต่เมื่อครู่นี้เอง เขาได้ยินเสียงกลไกเย็นชา
【ตรวจพบว่าเจ้าของระบบมีชีวิตเหลือเพียง 20 วัน เข้าเงื่อนไขการผูกมัด กำลังผูกมัดระบบไขคดีต่ออายุขัย...】
จากนั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นต่อเนื่อง
พูดง่าย ๆ ก็คือ จับคนร้ายหรือไขคดีสำเร็จ ก็จะยืดอายุขัยได้
จะยืดได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับระดับของคนร้ายที่จับได้ หรือความยากง่ายของคดี ระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจึงไม่เท่ากัน
นอกจากต่ออายุขัยได้แล้ว ยังได้รับคะแนนด้วย และนำคะแนนไปแลกทักษะในร้านค้าระบบได้
เมื่อรู้ว่าไขคดีแล้วจะต่ออายุขัยได้ เจียงจื่อฉีก็ถอนหายใจโล่งอก
ในโลกเดิม เขาเป็นนักวาดภาพเหมือนผู้ต้องสงสัย ที่ปรึกษาพิเศษของสถานีตำรวจ เคยช่วยไขคดีมาไม่น้อย เขามีประสบการณ์ด้านการไขคดี
แต่ตอนนี้เขามีสถานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ไม่มีโอกาสได้ทำคดีเลย
โชคดีที่ระบบมอบสิทธิพิเศษสำหรับมือใหม่ให้ เปิดใช้งานเนตรมองบาปแก่เขา
หลังเปิดใช้งานเนตรมองบาป เขาก็พบว่าเหนือศีรษะของทุกคนมีก้อนเมฆรูปร่างคล้ายกันลอยอยู่ เพียงแต่สีของเมฆต่างกัน
เขาคาดเดาว่าสีขาวหมายถึงคนที่ไม่เคยก่ออาชญากรรม ส่วนสีตั้งแต่เทาไปจนถึงดำหมายถึงคนที่เคยก่ออาชญากรรม ยิ่งคนผู้นั้นมีบาปมาก เมฆเหนือศีรษะก็ยิ่งมีสีเข้ม
ส่วนพี่อู๋เจ้าของร้านปิ้งย่าง เมฆเหนือศีรษะเป็นสีดำ
เขาน่าจะก่อคดีฆาตกรรม
เจียงจื่อฉีจ้องใบหน้าพี่อู๋อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพบว่าอีกฝ่ายผ่านการทำศัลยกรรมมา
เขาหยิบกระดาษกับดินสอออกจากกระเป๋า แล้วเริ่มวาดลงไป
กระดาษกับดินสอนั้นซื้อให้น้องสาว เพราะเธอชอบวาดรูป
“เสี่ยวเจียง ไม่กินดี ๆ มัววาดอะไรอยู่?” หลี่เฉียงถามอย่างสงสัย พลางขยับเข้ามาดู
หลี่เฉียงกับพี่หลิวรู้สถานการณ์ทางบ้านของเขา จึงคอยดูแลเขาอยู่เสมอ เวลากินอะไรก็มักชวนเขาด้วย
แต่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าเขาป่วย เขาไม่เคยบอกใคร
เจียงจื่อฉีไม่ใช่นักวาดภาพเหมือนธรรมดา ในโลกเดิมเขาเป็นนักวาดภาพเหมือนผู้ต้องสงสัยที่เก่งที่สุดในประเทศ ไม่มีใครเทียบได้
เขามองออกจากโครงกระดูกว่าใบหน้าพี่อู๋ถูกปรับเปลี่ยนตรงไหนบ้าง และสามารถวาดรูปลักษณ์เดิมของอีกฝ่ายออกมาได้
ถ้าพี่อู๋คนนี้เคยฆ่าคนจริง ๆ เขาก็น่าจะเคยตกเป็นเป้าสายตาของตำรวจ การทำศัลยกรรมส่วนใหญ่คงเพื่อหลบหนีการจับกุม
ไม่นาน ภาพชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใต้ปลายดินสอของเจียงจื่อฉี
“เหมือนฉันเคยเห็นคนนี้นะ” พี่หลิวชะโงกเข้ามาดูภาพชายที่เขาวาด
“ลองนึกดี ๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน?” เจียงจื่อฉีตื่นตัวขึ้นมาทันที
“อ๊ะ นึกออกแล้ว” พี่หลิวตบหน้าผาก “มีคนหนึ่งในประกาศจับหน้าตาคล้ายคนที่นายวาดมาก แต่คนนั้นมีแผลเป็นบนหน้า ส่วนคนที่นายวาดไม่มี”
“คนในประกาศจับที่พี่พูดถึงชื่ออะไร?”
“เหมือนจะชื่อโจวเหวยสยง หรือโจวเหว่ยสยงนี่แหละ จำไม่ค่อยได้แล้ว คนนี้ถูกตามจับมาหลายปี แต่ก็ยังจับไม่ได้สักที”
เจียงจื่อฉีหยิบโทรศัพท์ออกมาค้นหาในอินเทอร์เน็ต แล้วก็พบคนคนหนึ่งจริง ๆ
ชายคนนี้ชื่อโจวเหว่ยสยง เป็นฆาตกรในคดีฆ่าล้างครอบครัวเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นอาชญากรระดับเอในประกาศจับ และยังลอยนวลมาจนถึงทุกวันนี้
ภาพถ่ายในโทรศัพท์คล้ายกับภาพที่เขาวาดถึงแปดหรือเก้าส่วน
แม้บนใบหน้าจะไม่มีแผลเป็น แต่เขาผ่านการทำศัลยกรรมมาแล้ว ลักษณะเด่นที่เห็นชัดขนาดนั้นย่อมถูกลบออกไป
เขามั่นใจว่าพี่อู๋คนนี้คือโจวเหว่ยสยง
แต่พวกเขาจับพี่อู๋ตรง ๆ ไม่ได้ อย่างแรกคือมีคนอยู่ในร้านปิ้งย่างมากเกินไป อย่างที่สองคือพวกเขาทั้งสามมีฝีมือการต่อสู้ไม่ดีนัก อาจสู้ไม่ไหว
เจียงจื่อฉีเหลือบมองโต๊ะข้าง ๆ แล้วกลอกตาครุ่นคิด ก่อนจะนึกแผนออก
“พี่หลิว พี่เฉียง เชื่อผมไหม?”
พอเห็นเขาจู่ ๆ ก็จริงจังขึ้นมา พี่หลิวกับหลี่เฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน
“ตอนนี้มีโอกาสสร้างผลงานอยู่ตรงหน้า พวกพี่อยากได้ไหม?”
“อยากสิ”
ถึงพวกเขาจะเป็นแค่ผู้ช่วยตำรวจ แต่สร้างผลงานก็ได้คำชมเชย ได้คำชมเชยก็มีเงินรางวัล มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่อยากได้!
เจียงจื่อฉีส่งสายตาให้ทั้งคู่มองไปยังโต๊ะข้าง ๆ
ที่โต๊ะนั้นมีผู้ชายนั่งอยู่สองคน คนหนึ่งอายุยี่สิบกว่า ผมสีเหลืองทั้งหัว อีกคนอายุราวสี่สิบ ดูท่าทางเจ้าเล่ห์ ทั้งสองมีเมฆสีเทาลอยอยู่เหนือศีรษะ
พี่หลิวกับหลี่เฉียงถามเขาด้วยสายตา
เจียงจื่อฉียกสองนิ้วทำท่าหนีบ เขาสังเกตมือของทั้งคู่มาก่อนแล้ว พบว่านิ้วชี้กับนิ้วกลางมีรอยด้านจากการเสียดสี มีโอกาสสูงว่าจะเป็นหัวขโมยมืออาชีพ
ทั้งคู่เข้าใจทันที ที่แท้ก็เป็นหัวขโมยนี่เอง
จับหัวขโมยอาจไม่ใช่ผลงานใหญ่โตอะไร แต่เนื้อชิ้นเล็กแค่ไหนก็ยังเป็นเนื้อ
คิดแล้วก็ลงมือ ทั้งสามพุ่งเข้าไปกดชายสองคนไว้กับพื้นทันที
ผู้คนรอบข้างตกใจกับความชุลมุน ต่างพากันแตกฮือออกไป
ชายทั้งสองคิดจะขัดขืน เจียงจื่อฉีล้วงโทรศัพท์เจ็ดแปดเครื่องกับกระเป๋าสตางค์และของอื่น ๆ ออกจากตัวพวกเขา แล้วโยนลงบนโต๊ะ
คราวนี้ทุกคนเข้าใจแล้วว่าเป็นหัวขโมย รีบตรวจดูว่าของของตัวเองหายไปหรือไม่
“เถ้าแก่ มีเชือกไหม?”
พวกเขาเป็นผู้ช่วยตำรวจ จึงไม่มีแฮนด์คัฟติดตัว
“มี ๆ”
พี่อู๋หันไปหยิบเชือกไนลอนมาแล้วยื่นให้พี่หลิว
หลังมัดคนทั้งคู่เรียบร้อย เจียงจื่อฉีก็เดินไปอีกด้านเพื่อโทรหาหัวหน้าสถานี
หลินกั๋วต้ง หัวหน้าสถานี อยู่ที่สถานีพอดี พอได้ยินว่าจับคนร้ายคดีลักทรัพย์ได้สองคน ก็พาตำรวจสองสามนายมาทันที
จากที่นี่ไปสถานีตำรวจเป็นระยะทางเส้นตรงแค่ร้อยกว่าเมตร เดินไปก็ใช้เวลาเพียงสองนาที ขับรถมาจึงแทบไม่จำเป็น
ผู้คนล้อมวงอยู่หน้าร้านปิ้งย่าง หัวขโมยสองคนถูกมัดมือไพล่หลังและคุกเข่าอยู่บนพื้น คนรอบข้างชี้นิ้ววิจารณ์พวกเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงจื่อฉีกับอีกสองคนคอยห้ามไว้ คงโดนรุมทำร้ายไปแล้ว
ตำรวจสองสามนายเดินเข้าไปใส่กุญแจมือให้คนร้าย เจียงจื่อฉีถือเชือกที่แก้ออกแล้วเดินไปหาพี่อู๋
“ขอบคุณครับพี่อู๋”
“ไม่ต้องเกรงใจ”
พี่อู๋ยิ้มพลางยื่นมือมารับเชือก
ชั่วพริบตานั้น เจียงจื่อฉีรวบเชือกพันมือพี่อู๋ด้วยความเร็วสายฟ้าแลบ แล้วเตะข้อพับเข่าอีกฝ่ายหนึ่งที
พี่อู๋เซล้มลง เจียงจื่อฉีกดเขาไว้แน่น
เหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ผู้คนรอบข้างตะลึงงัน
