เวลานี้ สถานีตำรวจเฟิงเฉียวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
หลินกั๋วต้ง ผู้กำกับสถานี ยิ้มกว้างจนแทบฉีกไปถึงใบหู
ยืนยันตัวตนของพี่อู๋ได้แล้ว เขาคือโจวเหว่ยสยง ผู้ต้องหาที่มีชื่ออยู่ในบัญชีประกาศจับ
ทันทีที่ถูกคุมตัวเข้ามาในสถานี พี่อู๋ก็รู้ว่าจบเห่แล้ว หนีไม่รอดแน่
ยังไม่ทันได้ตรวจสอบ เขาก็สารภาพออกมาเอง
หลบหนีมานานหลายปีขนาดนี้ เขาก็ไม่ถือว่าขาดทุนแล้ว
พี่อู๋มีตัวตนจริง แต่ไม่ใช่เขา หากเป็นพี่อู๋ที่เขารู้จักระหว่างหลบหนี
พี่อู๋เป็นคนไร้บ้าน อาศัยนอนใต้สะพาน ตอนที่เจอกัน เสื้อผ้าของเขาก็ดูไม่ดีกว่าพี่อู๋สักเท่าไร
พี่อู๋เห็นว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน จึงไม่ระแวง ทั้งยังแบ่งอาหารให้กิน
หลังจากสืบรู้เรื่องราวของพี่อู๋จนหมด โจวเหว่ยสยงก็ฆ่าเขาด้วย แล้วทำศัลยกรรมให้ตัวเองกลายเป็นพี่อู๋ตามรูปถ่ายบนบัตรประชาชน
ส่วนหมอศัลยกรรมคนนั้นเป็นหมอเถื่อน ไม่มีใบอนุญาต แค่มีเงินก็ยอมผ่าตัดให้
แน่นอนว่าเขาไม่ปล่อยหมอคนนั้นไว้เช่นกัน เพราะมีแต่คนตายเท่านั้นที่จะเก็บความลับได้
หมอเถื่อนจึงกลายเป็นแพะรับบาปไปด้วย
วิธีหลบเลี่ยงการไล่ล่าที่ดีที่สุด คือเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนอื่น
เขาใช้ตัวตนของพี่อู๋เดินทางมายังเมืองเจียงหยาง และได้รู้จักกับหลิ่วฉาน ภรรยาคนปัจจุบัน
เธอเป็นหญิงหย่าร้างที่มีลูกติด เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่ง โจวเหว่ยสยงเริ่มทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านนั้นโดยใช้ตัวตนของพี่อู๋
ต่อมาหลิ่วฉานเห็นว่าเขาสุขุมและไว้ใจได้ จึงรับเขาเข้าบ้านเป็นเขย
เขาบอกว่าขายปิ้งย่างทำเงินได้ จึงเปลี่ยนร้านอาหารเล็ก ๆ เป็นแผงปิ้งย่าง แถมยังจงใจเปิดใกล้กับสถานีตำรวจ
ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้ต้องหาหลบหนีที่ทางการประกาศจับจะไม่เพียงไม่หลบซ่อนเหมือนหนูข้างถนน แต่กลับใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยอยู่ใต้จมูกตำรวจ
ผู้ช่วยตำรวจที่ชื่อเจียงจื่อฉีก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาซื้อปิ้งย่างกิน เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเผยพิรุธตรงไหนออกมา
เมื่อได้คำให้การแล้ว หลินกั๋วต้งก็โทรศัพท์รายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจเมืองทราบทันที
พอได้ยินว่าจับผู้ต้องหาที่ทางการประกาศจับระดับเอได้ ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจเมืองก็ตกใจมาก
หลัวเฉิง หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาญา พาคนมารับตัวด้วยตัวเอง ทั้งสองเป็นคนรู้จักเก่ากัน พอเห็นหลินกั๋วต้งก็หยอกทันที
“เหล่าหลิน คราวนี้นายสร้างผลงานชิ้นใหญ่เลยนะ ถ้าวันหน้าร่ำรวยมีอำนาจแล้วก็อย่าลืมกันล่ะ”
“เหล่าหลัว เลิกแกล้งฉันเถอะ ต่อให้มีผลงานมากแค่ไหน ฉันก็ข้ามหน้านายไปไม่ได้หรอก”
หลัวเฉิงหัวเราะหึ ๆ ก่อนเข้าเรื่อง “เหล่าหลิน ฉันสงสัยจริง ๆ โจวเหว่ยสยงทำศัลยกรรมจนเป็นแบบนี้แล้ว พวกนายจำเขาได้ยังไง?!”
“มีผู้ช่วยตำรวจคนหนึ่งเห็นตอนกินปิ้งย่างแล้วดูออกว่าโจวเหว่ยสยงทำศัลยกรรมมา แถมยังวาดหน้าตอนที่เขายังไม่ทำศัลยกรรมออกมาได้ด้วย”
“ผู้ช่วยตำรวจคนไหน เก่งขนาดนี้? ฝีมือเหนือกว่าช่างวาดภาพคนร้ายของสำนักงานตำรวจเสียอีก เหล่าหลิน นายได้ของดีมาแล้วนะ”
“ชื่อเจียงจื่อฉี มาทำงานเป็นผู้ช่วยตำรวจที่นี่ได้ปีกว่าแล้ว”
หลินกั๋วต้งเองก็ไม่คิดว่า คนที่ถูกยัดเยียดเข้ามาในตอนนั้นจะมีความสามารถแบบนี้ด้วย
ตอนนั้นเขาไม่อยากรับตัวมาเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก
แวบแรกที่เห็นเจียงจื่อฉี เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายหน้าซีดเหมือนคนป่วย ดูอ่อนแอจนลมพัดก็แทบปลิว
ต้องรู้ว่าผู้ช่วยตำรวจก็ไม่ใช่ใคร ๆ จะมาเป็นได้ ต้องผ่านการคัดเลือกหลายขั้นตอน
แต่คนคนนั้นบอกว่า ไม่ได้จะให้เจียงจื่อฉีมาเป็นผู้ช่วยตำรวจจริง ๆ แค่หางานให้เขาทำ เลี้ยงดูไปก็พอ ถ้าเขาทำอะไรผิดพลาดก็บอกมา เดี๋ยวจัดการเอง
ยังดีที่เจียงจื่อฉีรู้จักวางตัว คนอื่นทำอะไรก็ทำตาม ไม่เคยเรื่องมาก แค่ไม่ชอบทำงานล่วงเวลา พอถึงเวลาก็เผ่นทันที
แต่เขาก็ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้เช่นกัน แถมยังแทบไม่มีตัวตน บางครั้งหลินกั๋วต้งยังลืมไปด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่นี่
ถ้าไม่ใช่เพราะจับผู้ต้องหาที่ทางการประกาศจับได้คราวนี้ เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจียงจื่อฉีมีความสามารถแบบนี้
ด้วยความสามารถขนาดนี้ ต่อให้เป็นตำรวจที่บรรจุเป็นพนักงานประจำก็ยังทำได้ จะต้องอาศัยเส้นสายไปทำไม
เดิมทีเขาคิดว่าเจียงจื่อฉีสร้างผลงานใหญ่ขนาดนี้ ขอให้บรรจุเป็นพนักงานประจำสักตำแหน่งก็ไม่เกินไป จึงโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีให้คนคนนั้นทราบ
“หัวหน้าเก่า ผมมีเรื่องจะรายงาน เจียงจื่อฉีที่ท่านแนะนำมาสร้างผลงานชิ้นใหญ่ ผมเตรียมจะให้ตำแหน่งบรรจุเป็นพนักงานประจำกับเขา สายตาของหัวหน้าเก่ายังเฉียบคมเหมือนเดิม มองออกว่าเขามีอนาคต”
“สร้างผลงาน? เรื่องมันเป็นยังไง?”
หลินกั๋วต้งเล่าเรื่องที่เจียงจื่อฉีจำผู้ต้องหาที่ทางการประกาศจับได้ให้ฟังอย่างใส่สีตีไข่ ทว่าใครจะคิดว่าหัวหน้าเก่าไม่เพียงไม่ดีใจ แต่ยังตำหนิเขายกใหญ่
อีกฝ่ายเตือนว่าอย่ายุ่งให้มาก ปล่อยให้เจียงจื่อฉีอยู่ในกลุ่มผู้ช่วยตำรวจอย่างสงบก็พอ
“เหล่าหลิน ฉันพูดกับนายอยู่นะ เหม่ออะไรอยู่?!” หลัวเฉิงตบไหล่หลินกั๋วต้งเบา ๆ
“ขอโทษที ฉันใจลอยไปหน่อย เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ?” หลินกั๋วต้งดึงตัวเองกลับจากห้วงความคิด
“ฉันบอกว่าอยากย้ายเจียงจื่อฉีไปหน่วยสืบสวนคดีอาญา” หลัวเฉิงเลิกคิ้ว
“ไม่ได้ ๆ สำนักงานตำรวจเมืองของพวกนายก็มีช่างวาดภาพคนร้ายอยู่แล้ว อย่ามาแย่งคนของฉันเลย” หลินกั๋วต้งส่ายหน้า เมื่อนึกถึงคำเตือนของคนคนนั้น เจียงจื่อฉีไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น
เมื่อสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหลินกั๋วต้ง หลัวเฉิงก็คิดว่าอีกฝ่ายคงเสียดายคน จึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ต่อ
พวกเขารู้จักกันมานาน จะไปแย่งคนจากหลินกั๋วต้งก็คงไม่ดีนัก
เจียงจื่อฉีซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย มาทำงานตามปกติในวันถัดมา
เขารู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ตัวเอง จึงอึดอัดอยู่บ้าง เขาไม่ชอบให้ใครสนใจ
แต่เขาก็เข้าใจดีว่า หากอยากไขคดี ก็ต้องไขให้ได้หลายคดี การดึงดูดความสนใจเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาต้องทำให้คนสนใจ ถึงจะมีโอกาสเข้าสู่หน่วยสืบสวนคดีอาญา และมีแค่เมื่อเข้าไปอยู่ในหน่วยนั้นแล้วเท่านั้น จึงจะมีโอกาสไขคดี
ไม่ช้าก็เร็ว เขาต้องทิ้งสถานะผู้ช่วยตำรวจนี้ไป
วันนี้เขาตื่นเต้นอยู่บ้าง ทั้งยังแอบคาดหวังเล็ก ๆ หลังจากสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นแล้ว เขาอยากรู้ว่าวันนี้จะจับคนร้ายได้มากขึ้นหรือไม่ จะได้ยืดอายุขัยไปด้วยและสะสมคะแนนไปด้วย
ผู้ต้องหาหลบหนีอย่างพี่อู๋ ไม่ใช่ว่าจะเจอได้ทุกวัน
แต่ไม่เป็นไร ถ้าคุณภาพไม่พอ ก็ชดเชยด้วยปริมาณ จับให้ได้สักหลายคนก็แล้วกัน
วันนี้ก็ออกตรวจตามถนนตามปกติ
เจียงจื่อฉีอยู่กลุ่มเดียวกับต้าหลิวและหลี่เฉียง
ผู้ช่วยตำรวจของสถานีตำรวจเฟิงเฉียวมีไม่มาก รวมทั้งหมดแค่ 6 คน
ตอนแบ่งกลุ่ม คนอื่น ๆ ไม่อยากอยู่กลุ่มเดียวกับเจียงจื่อฉี มีแค่ต้าหลิวกับหลี่เฉียงที่ยอมพาเขาไปด้วย
ตอนนี้เจียงจื่อฉีเริ่มมีอนาคตขึ้นมาแล้ว คนอื่นก็ไม่กล้าขอเปลี่ยนกลุ่มกับพวกเขา
วิชาเนตรมองบาปนี้ใช้งานได้ดีมาก น่าเสียดายที่มีข้อจำกัด ใช้ได้วันละ 2 ครั้ง และแต่ละครั้งอยู่ได้นานแค่ 10 นาที
ของดีต้องใช้ให้ถูกจังหวะ ควรเปิดใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม จะได้ไม่เปลืองจำนวนครั้ง
อย่างเช่นตอนนี้ เจียงจื่อฉีมองถนนคนเดินที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แล้วรู้สึกว่าที่นี่เป็นจังหวะเหมาะจะเปิดใช้เนตรมองบาป
เขาท่องในใจว่าเปิดใช้งาน ทันใดนั้นเหนือศีรษะของผู้คนที่กำลังเดินอยู่ก็มีเมฆปรากฏขึ้น
เพียงกวาดตามอง เจียงจื่อฉีก็พบเป้าหมาย
เป้าหมายเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังกอดเด็กไว้
ผู้หญิงคนนั้นดูอายุราว 40 ปี ผมหยิกยาวประบ่า ใบหน้ากลมและค่อนข้างอวบ ในอ้อมแขนมีเด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบอยู่คนหนึ่ง
เด็กสวมหมวกและถูกห่อด้วยเสื้อผ้าตัวใหญ่ของผู้ใหญ่ กำลังซบไหล่ผู้หญิงหลับสนิท
ภายนอกดูเหมือนหญิงวัยกลางคนธรรมดา แต่เมฆเหนือศีรษะกลับเป็นสีเทาเข้ม
เจียงจื่อฉีประเมินว่าผู้หญิงคนนี้มีโอกาสสูงจะเป็นคนค้ามนุษย์ แถมยังเป็นผู้กระทำผิดซ้ำ เด็กในอ้อมแขนน่าจะถูกลักพาตัวมาแน่นอน หลับสนิทขนาดนี้ บางทีอาจถูกป้อนยาให้กิน
“พี่หลิว พี่เฉียง อยากสร้างผลงานไหม?”
พอได้ยินเจียงจื่อฉีพูดแบบนี้ ต้าหลิวกับหลี่เฉียงก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะเมื่อวานเจียงจื่อฉีก็พูดแบบเดียวกัน
จากนั้นพวกเขาก็จับโจรล้วงกระเป๋าได้ 2 คนกับผู้ต้องหาหลบหนีอีก 1 คน
ถึงรางวัลจะยังไม่ออกมา แต่พวกเขาต้องได้ส่วนแบ่งผลงานแน่ โบนัสเดือนนี้ก็ไม่พลาดแล้ว
ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็หมายความว่า...
