จางเหล่าซื่อตัดสินใจเด็ดขาด
ให้เธอไปเรียน!
ห้าคำนี้ดังก้องไปทั่วบ้าน ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง
หวังซิ่วหลานอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่พอเห็นแววตาของจางเหล่าซื่อก็กลืนคำพูดกลับลงคอ
วันนี้ศักดิ์ศรีของตระกูลจางถูกเหยียบย่ำจนหมดสิ้นแล้ว
ถ้ายังโวยวายต่อ เรื่องคงไม่จบแค่เสียหน้าแน่
เธอจ้องจางฉินเขม็ง แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
จางเจี้ยนจวินชะงักไปก่อน จากนั้นใบหน้าก็เผยรอยยิ้มกว้าง
เขามองจางฉิน ยิ้มจนปากแทบฉีกถึงใบหู แล้วยักคิ้วหลิ่วตาให้เธอ
ท่าทางภาคภูมิใจราวกับเพิ่งคว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาได้
พอจางเหล่าซื่อเหลือบมองมา เขาก็รีบหุบยิ้ม ก้มหน้าลง
กลับไปเป็นลูกชายจอมขี้ขลาดที่ซื่อ ๆ คนเดิม
น้ำตาแห่งความตื้นตันของหลินเหวินจิ้งไหลพราก
เธอยกมือปิดปาก ไหล่สั่นระริก ไม่กล้าร้องไห้ให้มีเสียง
ทำได้เพียงใช้ดวงตาแดงก่ำมองลูกสาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางฉินมองภาพทั้งหมดตรงหน้า ทั้งสายตาเคียดแค้นของย่า สีหน้าภาคภูมิใจของพ่อ และน้ำตาเงียบงันของแม่
เธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะกระเด็นออกมาจากอก!
ความสิ้นหวังจากการโหมเรียนจนตายเมื่อชาติก่อน ความคับข้องใจที่ถูกมองเป็นตัวถ่วงในชาตินี้ รวมถึงความปรารถนาที่จะมีอนาคต
อารมณ์ทั้งหมดประดังเข้ามาพร้อมกัน
จางฉินกำหมัดแน่น เล็บจิกลงกลางฝ่ามือ
จะร้องไห้ก็ไม่ได้ จะยิ้มก็ไม่ได้ ยิ่งกระโดดโลดเต้นยิ่งไม่ได้!
ในบ้านหลังนี้ เธอต้องเป็นเด็กโตที่รู้ความและเชื่อฟัง
ไม่ใช่เด็กที่ดีใจจนออกนอกหน้าเพียงเพราะได้ขนม
เธอสูดหายใจลึก ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ มองจางเหล่าซื่อ
“ขอบคุณค่ะคุณปู่”
จางเหล่าซื่อมองเธออยู่ครู่หนึ่ง
แววตาฉายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เด็กผู้หญิงวัยแปดขวบคนนี้ดูมีอนาคตกว่าหลานชายโง่ ๆ สองคนนั่นเสียอีก
เขาไม่พูดอะไรต่อ หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องโถง
ประกายไฟในกล้องยาสูบวูบไหวริบหรี่
บ่ายวันเดียวกับที่จางฉินเพิ่งได้ “ตั๋วเข้าเรียน” มา
ลำโพงกระจายเสียงเก่า ๆ ที่ขึ้นสนิมตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ส่งเสียงแหลมพร่า “แซ่ด ๆ” ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ฮัลโหล! ฮัลโหล ๆ! ประกาศด่วน! ประกาศด่วน!”
ผู้อำนวยการโจวกระแอม ก่อนตะโกนใส่ไมโครโฟน
“เพื่อขานรับคำเรียกร้องของคอมมูน และเร่งสร้างผู้สืบทอดการปฏิวัติให้มากขึ้น”
“กลุ่มการศึกษาของคอมมูนอนุมัติให้โรงเรียนประถมหมู่บ้านจางตั้งทุนการศึกษาขึ้นเป็นพิเศษในปีนี้!”
ทุนการศึกษาเหรอ?
มันคืออะไรกันนะ?
จางฉินที่กำลังตากผ้าอยู่ในลานบ้านชะงักมือ แล้วเงี่ยหูฟัง
“นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมปีที่สามขึ้นไปของโรงเรียนเรา หากสอบปลายภาคได้คะแนนอันดับหนึ่งของห้อง...”
ผู้อำนวยการหลี่จงใจหยุดพูดชั่วครู่ แล้วลากเสียงยาว
“จะได้รับรางวัล! เป็นเงินสดสองหยวน!”
“อะไรนะ?! สองหยวนเหรอ?!”
“ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม? สอบได้ที่หนึ่งก็ได้เงินสองหยวนเหรอ?!”
“สองหยวนเชียวนะ! ซื้อแป้งข้าวโพดได้ตั้ง 20 จิน พอให้ทั้งบ้านกินได้เดือนหนึ่งเลย!”
ดวงตาของจางฉินเป็นประกายวาบ!
สองหยวน!
ค่าเล่าเรียนหนึ่งภาคเรียนของเธอแค่หนึ่งหยวนห้าเฟินเอง
ถ้าสอบได้ที่หนึ่ง ไม่เพียงได้เงินคืนเท่าค่าเล่าเรียน แต่ยังเหลือกำไรเกือบหนึ่งหยวนด้วย!
ที่สำคัญกว่านั้นคือ... ชาติก่อนเธอเป็นเด็กเรียนเก่งเชียวนะ!
จัดการหลักสูตรประถมแค่นี้ ก็เหมือนใช้ความรู้ระดับสูงกว่าบดขยี้คู่แข่งชัด ๆ ไม่ใช่เหรอ?
ขณะที่กำลังตื่นเต้น ลำโพงก็ประกาศข่าวเด็ดกว่านั้นออกมาอีก
“ถ้าสอบได้อันดับหนึ่งของทั้งตำบล! จะได้รับรางวัลเพิ่มอีกห้าหยวน ในงานประชุมเชิดชูเกียรติของตำบล!”
ห้าหยวน!!!
หัวใจดวงน้อย ๆ ของจางฉินแทบกระเด็นออกมา!
ห้าหยวนมีค่าขนาดไหนน่ะเหรอ?
มากพอให้เธอจ่ายค่าเล่าเรียนได้ถึงห้าภาคเรียน!
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การได้อันดับหนึ่งของตำบลไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องเงิน แต่ยังหมายถึงชื่อเสียงด้วย!
ถ้าเด็กผู้หญิงวัยแปดขวบอย่างเธอสอบได้อันดับหนึ่งของทั้งตำบล
พวกหัวโบราณในหมู่บ้านที่เห็นว่าผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ยังจะกล้าดูถูกเด็กผู้หญิงอีกไหม!
นอกประตูบ้าน ชาวบ้านตื่นเต้นกันจนแทบคลั่ง
“เร็วเข้า! กลับบ้านไปจับลูกชายฉันตีสักที ให้มันรีบกลับไปเรียนพรุ่งนี้เลย!”
“ลูกชายบ้านฉันเรียนถึงชั้นประถมปีที่สี่แล้ว! พอมีหวังอยู่ มีหวังมากด้วย!”
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องไปต้มไข่ให้เจ้าลูกชายที่บ้านสักฟอง ให้มันบำรุงสมองดี ๆ!”
ชั่วขณะนั้น การเรียนหนังสือไม่ใช่การลงทุนที่มีแต่ขาดทุนอีกต่อไป
แต่มันกลายเป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวยที่ออกไข่เป็นทองได้!
หวังซิ่วหลานเองก็ตะลึงกับข่าวนี้จนตั้งตัวไม่ติด
เมื่อครู่เธอยังเสียดายค่าเล่าเรียนหนึ่งหยวนอยู่เลย
แต่ตอนนี้กลับได้ยินว่าถ้าสอบได้ที่หนึ่งจะได้เงินสองหยวน ถ้าได้อันดับหนึ่งของตำบลจะได้เงินห้าหยวน
ถ้าจางฉินสอบได้อันดับดี ๆ ขึ้นมาจริง ๆ เงินหนึ่งหยวนนั่นก็ถือเป็นเงินลงทุนไม่ใช่หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าตระกูลจางมีหลานสาวได้อันดับหนึ่งของตำบล
เธอที่เป็นย่าก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วย!
ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมนี้เอง
จักรยานคานสูงคันหนึ่งแล่นเข้าหมู่บ้านจาง ท่ามกลางเสียงอุทาน “โอ๊ย!” ของผู้คน
คนขี่เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า
เขาสวมชุดทำงานสีน้ำเงินสะอาดสะอ้าน ผมหวีเรียบเป็นระเบียบ ใบหน้าประดับรอยยิ้มมั่นใจ
ทั้งตัวดูไม่เข้ากับหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นแห่งนี้เลยสักนิด
“นั่นเจี้ยนกั๋ว! ลูกชายคนที่สามของตระกูลจางที่ทำงานโรงเหล็กกลับมาแล้ว!”
“โห ดูจักรยานคันนั้นสิ ถึงจะไม่ใช่ของใหม่ แต่ก็ต้องราคาสักร้อยกว่าหยวนแน่!”
“เขากินเงินเดือนของรัฐ เป็นนักเรียนเทคนิค มีความสามารถจริง ๆ!”
พอหวังซิ่วหลานได้ยินคำชื่นชม ใบหน้าที่เคยหม่นหมองก็สว่างสดใสขึ้นในพริบตา
“โอ๊ย! ลูกแม่!”
เธอรีบวิ่งออกจากลานบ้าน ใบหน้ายิ้มแย้มจนแทบกลายเป็นดอกเบญจมาศ
“ลูกแม่! ในที่สุดก็กลับมาแล้ว แม่คิดถึงลูกแทบตาย!”
แม่เฒ่าขี้เหนียวที่เมื่อครู่ยังเสียดายค่าเล่าเรียนอยู่เลย กลับกลายเป็นแม่ผู้เปี่ยมด้วยความรักในชั่วพริบตา
จางฉินที่เพิ่งเดินออกมาจากในบ้านเห็นความสามารถในการพลิกสีหน้าของย่าแล้วก็อดทึ่งไม่ได้อีกครั้ง
“แม่ ผมกลับมาแล้ว”
จางเจี้ยนกั๋วจอดจักรยาน ก่อนยิ้มพลางปลดห่อผ้าจากเบาะหลัง
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันนี้มีของกินมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จานไข่ผัดกับหมั่นโถวแป้งขาวถูกวางกองอยู่ตรงหน้าจางเจี้ยนกั๋ว
หวังซิ่วหลานคอยคีบกับข้าวให้เขาไม่หยุด ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ทำราวกับคนอื่น ๆ ไม่มีตัวตน
จางเจี้ยนกั๋วกินไปสองสามคำก็วางตะเกียบลง
เขากวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่จางฉินซึ่งนั่งกินข้าวเงียบ ๆ ตรงมุมห้อง
“แม่ ระหว่างทางกลับมา ผมได้ยินชาวบ้านพูดว่าฉินฉินของเราจะได้ไปเรียนแล้วเหรอครับ?” เขาถามยิ้ม ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหวังซิ่วหลานหายวับไปทันที
เธอขานรับอย่างไม่เต็มใจ ก่อนเริ่มบ่นระบายความอัดอั้น
“อย่าพูดถึงเลย! เพราะเรื่องนี้พี่ชายรองของลูกแทบจะก่อเรื่องใหญ่โต!”
“ทั้งร้องทั้งโวยวาย ยืนกรานว่าจะไปขายแรงงานที่เตาเผาอิฐ ทำเอาตระกูลเสียหน้าหมด!”
“แค่ค่าเล่าเรียนหนึ่งหยวนก็ทำบ้านวุ่นวายกันไปหมด!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเจี้ยนกั๋วค่อย ๆ จางลง
เขาฟังเงียบ ๆ ก่อนถามคำถามที่ทำให้ทุกคนชะงักงัน
“แม่ ค่าเล่าเรียนเท่าไรครับ?”
“หนึ่งหยวนห้าเฟินน่ะสิ!” หวังซิ่วหลานขึ้นเสียงทันที
จางเจี้ยนกั๋วพยักหน้า สีหน้าเรียบเฉย
“หนึ่งหยวนห้าเฟิน”
“แม่ ผมส่งเงินเดือนให้ที่บ้านเดือนละ 30 หยวน ไม่เคยขาดสักเฟิน ที่บ้านไม่มีเงินแค่หนึ่งหยวนจริง ๆ เหรอครับ ถึงส่งฉินฉินไปเรียนไม่ได้?”
สีหน้าของหวังซิ่วหลานเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวสลับขาวในพริบตา
จางเจี้ยนจวินกับหลินเหวินจิ้งต่างเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง
พวกเขาอยากพูดแบบนี้มานานแล้ว แต่ไม่เคยกล้าพูดออกมา
จางเจี้ยนกั๋วยังคงพูดต่อ
“ฉินฉินเป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวในตระกูลจางตลอดสองชั่วอายุคนที่ผ่านมา ซานจื่อกับไห่จื่อไม่ชอบเรียนหนังสือ นั่นก็เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถเอง”
“แต่ฉินฉินอยากเรียนหนังสือ เป็นเรื่องดี ทำไมเราถึงไม่สนับสนุนล่ะครับ?”
เขาหันไปทางจางเหล่าซื่อ
“พ่อคิดว่ายังไงครับ? ที่โรงงาน ช่างฝีมืออาวุโสที่เก่งที่สุดในแผนกของเราเป็นผู้หญิงนะครับ”
“เงินเดือนที่เธอได้ก็สูงกว่าใคร ใครยังจะกล้าพูดว่าผู้หญิงสู้ผู้ชายไม่ได้อีก?”
จางเหล่าซื่อสูบกล้องยาสูบพ่นควันปุ๋ย ๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้ส่งเสียงฮึดฮัดออกมาจากจมูกคำหนึ่ง
“อืม”
แม้มีเพียงคำเดียว แต่ก็หมายถึงการยอมรับอย่างเต็มที่
หวังซิ่วหลานห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด
เธออาละวาดใส่ลูกชายคนรองก็ได้ ทำกร่างใส่ลูกชายคนโตได้
แต่เมื่อต้องอยู่ต่อหน้าลูกชายคนที่สามที่มีอนาคตไกลที่สุดและหาเงินเข้าบ้านได้มากที่สุด เธอกลับไม่มีปากเสียงเลยสักนิด
จางเจี้ยนกั๋วไม่มองเธออีก หันไปยิ้มอย่างอ่อนโยนให้จางฉิน
“ฉินฉิน ไม่ต้องกลัวนะ ตั้งใจเรียนให้ดี อาสามสนับสนุนเธอ”
“คราวหน้าอาสามกลับมา จะเอายางลบหอม ๆ ที่มีขายเฉพาะในเมือง แล้วก็สมุดการบ้านเล่มใหม่มาฝาก”
จางฉินเงยหน้ามองอาสามที่แปลกหน้าแต่พึ่งพาได้คนนี้
คิ้วตาของเขาคล้ายพ่อขี้เกียจของเธออยู่หลายส่วน
แต่แววตากลับสงบนิ่งและแจ่มใสแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เป็นประกายของคนที่ผ่านการหล่อหลอมจากความรู้และประสบการณ์
กระแสความอบอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจของจางฉิน
เธอพยักหน้าแรง ๆ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะอาสาม”
จากนั้นเธอก็สูดหายใจลึก ๆ มองคนทั้งบ้านที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร
ความคิดหนึ่งในใจเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
เธอจะสอบเทียบชั้น แล้วคว้าอันดับหนึ่งของทั้งตำบลให้ได้!
เธอไม่ได้แค่จะสอบให้ได้อันดับหนึ่งของตำบล
เธอจะใช้ตำแหน่งที่หนึ่งนี้ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศในบ้านหลังนี้ให้สิ้นซาก!
ทำให้หวังซิ่วหลานไม่กล้าพูดอีกว่าเธอเป็นตัวถ่วง!
ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่า ผู้หญิงก็มีความสามารถค้ำจุนฟ้าได้ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน!
