รุ่งเช้า ท้องฟ้าหม่นมัว
ไอชื้นหนาหนักอบอวลอยู่ในอากาศ คล้ายเพิ่งผ่านสายฝนมา กลิ่นสดชื่นหลังฝนตกปะปนกับความเย็นบางเบาของหมอก
ภายในคฤหาสน์
เผิงซิงกับหลินเซิ่งตงต่างประคองกล่องไม้ไว้ในมือคนละใบ เป็นโกศบรรจุอัฐิที่ช่างไม้ของฐานที่มั่นทำขึ้นเป็นพิเศษ
ชางโม่กับถูเซิ่งยืนอยู่ด้านหลังเผิงซิงและหลินเซิ่งตง ส่วนกู่ยวี่เดินตามหลังทั้งสี่คนอย่างเงียบงัน
ภายในโกศบรรจุเสื้อผ้าที่สิงเปียวกับเฉินทงสวมใส่เป็นประจำ เนื่องจากไม่อาจตามหาร่างของทั้งสองกลับมาได้ จึงทำได้เพียงใช้เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมทุกวันสร้างสุสานเสื้อผ้าแทน
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเขาจะปลดประจำการอย่างเป็นทางการและกลายเป็นคนธรรมดา ทั้งสี่คนจึงไม่ได้สวมเครื่องแบบทหารสีเขียว แต่เปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่ดูเป็นทางการกว่าเล็กน้อย
ไม่นานนัก
เสียงเคาะประตูก็ดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงเอี๊ยด ประตูเปิดออก ฟางฉียืนอยู่ตรงหน้าประตู มองคนในห้องแล้วเอ่ยว่า
“พี่ชายทั้งสี่ ถึงเวลาแล้วครับ”
เผิงซิงกับหลินเซิ่งตงพยักหน้า ก่อนประคองกล่องเดินออกไปอย่างช้า ๆ ชางโม่กับอีกสองคนเดินตามไปติด ๆ
ฟางฉียืนรออยู่ข้างประตูคฤหาสน์ พอทั้งห้าคนออกมาแล้วก็ปิดประตู จากนั้นรีบวิ่งตามไป
ด้านนอกคฤหาสน์ ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร มีกลุ่มทหารยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่วงท่าตรงแน่ว
เมื่อเห็นชางโม่กับคนอื่น ๆ เดินออกมา ฟางฉางกุ้ยซึ่งยืนอยู่แถวหน้าก็ร้องเสียงดังว่า “ทำความเคารพ!”
เหล่าทหารมีสีหน้าเคร่งขรึม เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน ยกมือทำวันทยหัตถ์อย่างสมบูรณ์แบบให้กล่องในมือเผิงซิงกับหลินเซิ่งตง
ขณะนั้นเอง ฝนโปรยลงมาจากฟ้า หยาดฝนทีละเม็ดตกกระทบบ่าของทุกคน ราวกับกำลังร่ำไห้ให้กับการจากไปของผู้กล้าทั้งสอง
