ปีนี้เจียงจงเหนียนอายุ 37 ปี
หน้าที่การงานประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ชีวิตครอบครัวกลับ...ยุ่งเหยิงไม่เป็นส่ำ
เขาเคยมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ครั้งหนึ่ง แต่งงานได้ปีเดียวก็หย่าร้าง
ฝ่ายหญิงมีคนที่ชอบอยู่ก่อนแล้ว เป็นคนนอกระบบ ทำธุรกิจค้าขายเล็ก ๆ ซึ่งครอบครัวของเธอไม่เข้าใจและคอยขัดขวางอยู่เสมอ
ก่อนแต่งงาน ทั้งสองจึงตกลงกับเขาว่าจะแต่งกันแค่หนึ่งปี เพื่อให้ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน
ไม่มีความรัก และไม่มีการสัมผัสทางกาย
ครบหนึ่งปีแล้วก็หย่า เพื่อให้คำตอบกับครอบครัวของทั้งสองฝ่าย
เธอจะได้ไปตามหารักแท้ของตัวเอง
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นนักบุญผู้ทรงคุณธรรม สาเหตุหลักเป็นเพราะร่างกายมีปัญหา ตั้งแต่เข้าสู่วัยหนุ่ม เขาก็ไม่อาจทนให้เพศตรงข้ามสัมผัสตัวได้อีก
หากสัมผัสเพียงเล็กน้อย อย่างเช่นจับมือ ก็จะมีผื่นขึ้นนิดหน่อย
แต่ถ้าสัมผัสเป็นบริเวณกว้าง เขาจะมีผื่นขึ้นทั่วตัว ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล
อาการนี้ตัดความเป็นไปได้ทุกอย่างที่เขาจะคบหากับผู้หญิง
สิ่งที่คู่รักทั่วไปทำกัน ไม่ว่าจะจับมือ จูบ หรือร่วมเตียง ล้วนเป็นไปไม่ได้ เขาใช้ชีวิตราวกับนักพรตผู้บำเพ็ญตน
เรื่องความต้องการทางกาย พออดกลั้นไปนาน ๆ ก็ไม่เหลือความรู้สึกอยากอีก
เพราะฉะนั้น เขาไม่เคยหวังว่าจะมีชีวิตแต่งงานหรือความรักอย่างคนปกติ บางครั้งก็คิดว่าใช้ชีวิตเป็นเครื่องจักรทำงานไปตลอดชีวิตก็คงไม่เป็นไร
อย่างไรเสียเขาก็มีซิงอวี่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสืบทอดทายาท
ในตอนที่ไม่คาดหวังอะไรกับทุกสิ่งอีกต่อไป ไป๋อี้ลู่ก็ปรากฏตัวขึ้น
ครั้งก่อนที่สัมผัสกัน เขาน่าจะมีผื่นขึ้นเต็มแขน ทว่ากลับไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ทำให้เขาเริ่มสนใจผู้หญิงคนนี้
เฉินจือไห่กลับมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมน้ำดื่ม แล้วยื่นให้เจียงจงเหนียน
「เลขาธิการเจียงกำลังดูอะไรอยู่ครับ」
เจียงจงเหนียนถอนสายตากลับมา ส่ายหน้า
「ไม่มีอะไร」
เฉินจือไห่คิดว่าผู้เป็นนายจะขึ้นรถ แต่ไม่คิดว่าเขาจะเดินต่อไปข้างหน้า ราวกับเก็บอะไรบางอย่างจากพื้นแล้วยัดใส่กระเป๋า
เจียงจงเหนียนเก็บลิปสติกที่ตกอยู่บนพื้น เขาเห็นกับตาว่าเมื่อครู่ไป๋อี้ลู่ทำมันหล่น
เขาเปิดดู พบว่าเป็นสีแดง แววตาพลันลึกล้ำยากหยั่งถึง
พอนึกถึงครั้งแรกที่เจอเธอ เธอก็ทาลิปสติกสีนี้ สวยมาก
เข้ากับเธอจริง ๆ
เมื่อกลับขึ้นรถ เฉินจือไห่ซึ่งเป็นเลขาของเจียงจงเหนียนก็รายงานและขอคำชี้แนะเกี่ยวกับงานลงพื้นที่ชนบทเพื่อสำรวจการฟื้นฟูชนบทในวันพรุ่งนี้ ทั้งยังประสานงานเรื่องรถราชการเรียบร้อยแล้ว
จัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ เขาก็พูดขึ้นอีกว่า
「เลขาธิการเจียง ผมโทรไปถามพี่หวังแล้วครับ เธอบอกว่าซิงอวี่พอใจ เลยกำหนดเรียนไว้คืนวันเสาร์กับวันอาทิตย์ โรงเรียนของซิงอวี่ผมก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ให้เริ่มจากชั้นเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน แล้วค่อยเข้าเรียนเดือนกันยายน เป็นโรงเรียนประถมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเจียงด้วยครับ ครูเอาใจใส่เด็กมาก」
「ลำบากคุณแล้ว」
เจียงจงเหนียนมีงานยุ่งมาก การจัดการทุกอย่างให้ลูกชายคนนี้จึงต้องฝากเฉินจือไห่ทั้งหมด
บางครั้งเขาก็รู้สึกผิด ว่าไม่ควรพาลูกมาอยู่ข้างกายตัวเองหรือเปล่า
ถ้าปล่อยให้อยู่ที่เมืองหลวงกับปู่ย่าตายาย จะดีกว่าไหม
แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับเขา แล้วต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย ก็กลัวว่าจะส่งผลต่อจิตใจของเด็กยิ่งกว่าเดิม
ตอนนี้ซิงอวี่อยู่ในวัยที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ควรเติบโตมากับพ่อ
เรื่องเลี้ยงลูก ต่อให้เป็นเขาก็หนีความกังวลไม่พ้น มักรู้สึกว่าทำอย่างนี้ก็ไม่ดี ทำอย่างนั้นก็ไม่ถูก
「พูดอะไรอย่างนั้นครับ เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว」
เจียงจงเหนียนเหลือบมองโทรศัพท์ เห็นว่าวันนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดี
-
คืนนี้ไป๋อี้ลู่เพิ่งสอนเจียงซิงอวี่เสร็จ พี่หวังก็ยกผลไม้กับขนมมาให้
「คุณครูไป๋เหนื่อยแล้ว กินอะไรสักหน่อยสิคะ」
ตั้งแต่เจียงซิงอวี่ถูกคุณครูไป๋อบรมจนเชื่อฟัง พี่หวังก็ชอบคุณครูไป๋มากเสียจนแทบอยากยกของดีทุกอย่างในบ้านมาให้
「พักสักหน่อยสิ มากินอะไรด้วยกัน」
เจียงซิงอวี่นั่งกินแตงโมอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ไป๋อี้ลู่ยิ้มพลางพูดว่า
「เธอเก่งมากแล้วนะ ในบรรดาเด็ก ๆ ที่ฉันสอน เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมากคนหนึ่งเลย」
เจียงซิงอวี่ยิ้มอย่างเขินอาย 「ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ」
「ผมธรรมดามาก ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย พ่อของผมเก่งมาก ทำอะไรก็เก่งไปหมด ผมสู้พ่อไม่ได้ตั้งเยอะ」
「ไม่หรอก ซิงอวี่เก่งมากตั้งแต่ตอนนี้แล้ว โตขึ้นต้องเก่งเหมือนพ่อแน่นอน」
ไป๋อี้ลู่ให้กำลังใจ เด็กคนนี้อยู่ใต้รัศมีความโดดเด่นของพ่อมานาน คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง
「จริงเหรอครับ ผมทำได้เหรอ」
「แน่นอนสิ ต้องเชื่อคุณครูนะ ครูสอนเด็กมาเยอะแล้ว เธอเป็นเด็กที่เก่งมาก อนาคตต้องเปล่งประกายแน่」
เจียงซิงอวี่ฟังไป๋อี้ลู่พูดแล้วดวงตาเป็นประกาย
「โธ่เอ๊ย คุณครูไป๋นี่เก่งจริง ๆ พวกเราพูดจนปากเปียกปากแฉะ ยังสู้คุณครูไป๋พูดแค่ประโยคเดียวไม่ได้เลย」พี่หวังยิ้มร่า
「พวกเราบอกว่าเธอเก่งที่สุด เด็กก็ไม่เชื่อสักนิด」
「ไม่หรอกค่ะ」
ระหว่างที่ไป๋อี้ลู่พูด เธอไม่ทันระวังจนแตงโมชิ้นหนึ่งหล่นใส่ตัว น้ำแตงโมสีแดงเปื้อนชุดกระโปรงสีขาวเป็นวงกว้าง
「โธ่เอ๊ย」พี่หวังรีบช่วยเช็ด แต่เนื้อผ้าเปื้อนน้ำแตงโมสีแดงจนเช็ดไม่ออกเสียแล้ว
「คุณครูไป๋ไปอาบน้ำสักหน่อยไหมคะ ฉันมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนอยู่」
「จะดีเหรอคะ」
「ดีสิคะ คุณเป็นครูของซิงอวี่ ก็ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองเลย」
เดิมทีไป๋อี้ลู่ไม่อยากรบกวน แต่พี่หวังกระตือรือร้นมาก ยืนยันว่าไม่ลำบากเลย
「กระโปรงตัวนั้นเป็นของฉันเอง เคยใส่ไม่กี่ครั้ง ถ้าคุณไม่รังเกียจก็ลองใส่ดูนะคะ」
ภายใต้คำชักชวนอย่างกระตือรือร้นของพี่หวัง ไป๋อี้ลู่จึงยอมไปอาบน้ำให้สบายตัวในห้องน้ำชั้นหนึ่ง
หน้าร้อนแบบนี้ อาบน้ำสักหน่อยย่อมสบายขึ้นมาก
เจียงจงเหนียนกลับบ้านเร็วกว่าปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากห้องน้ำชั้นหนึ่ง
พี่หวังกำลังวุ่นอยู่ในครัวเพื่อต้มน้ำแกงหวาน ส่วนเจียงซิงอวี่บนชั้นสองเพิ่งทักเขาเสียงหนึ่ง
「พ่อกลับมาแล้วครับ」
แล้วเสียงน้ำในห้องน้ำเกิดอะไรขึ้น
เขาเดินเข้าไปใกล้
ทันใดนั้น ประตูห้องน้ำก็เปิดออก
ไป๋อี้ลู่เดินออกมาพร้อมเส้นผมเปียกชื้น ชุดกระโปรงสีแดงมีรอยน้ำเปื้อนตรงหัวไหล่ เผยให้เห็นหัวไหล่บอบบางของเธอ
ดวงตาคู่โตเปี่ยมชีวิตชีวา ชวนให้ลุ่มหลงอย่างยิ่ง
ทั้งสองชะงักไปสองวินาที
พริบตานั้น ใบหน้าของไป๋อี้ลู่แดงก่ำราวกับจะลุกไหม้ ทำไมทุกครั้งที่เจอกันถึงต้องเป็นสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ด้วยนะ
「ขอโทษนะคะ เมื่อกี้แตงโมหล่นใส่ตัว พี่หวังเลยให้ฉันอาบน้ำล้างออก」
เจียงจงเหนียนพยักหน้า เบือนสายตาไปทางอื่น ไม่พูดอะไรสักคำแล้วเดินขึ้นชั้นบน
พอเห็นเขาเดินจากไป เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
พ่อของซิงอวี่คนนี้น่ากลัวจริง ๆ
เจียงจงเหนียนเดินเข้าไปในห้องหนังสือ หัวใจเต้นกระหน่ำ ร่างกายร้อนรุ่มปั่นป่วน จนกระทั่งบริเวณหนึ่งของร่างกายมีปฏิกิริยาแตกต่างไปจากเดิม
แววตาเขามืดหม่น
เมื่อนึกถึงท่าทางเย้ายวนของไป๋อี้ลู่ ลำคอของเขาก็แห้งผาก
ทั้งที่รู้ว่าไม่ควร เธอยังไม่ได้หย่า ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา แต่ร่างกายกลับยากจะควบคุม
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองควบคุมอะไรไม่ได้
โชคดีที่รีบขึ้นมาข้างบนก่อน ไม่อย่างนั้นคงอึดอัดน่าดู
หลังจากเจอเจียงจงเหนียน ไป๋อี้ลู่ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบเป่าผม แล้วเก็บเส้นผมบนพื้นกับบนอ่างล้างหน้าโยนลงถังขยะ
จัดการทุกอย่างเรียบร้อย เธอหมุนตัวหน้ากระจกหนึ่งรอบ ดูจนแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้วจึงออกไปตั้งใจจะบอกลาพี่หวัง
แต่ไม่คิดว่าพี่หวังจะไม่อยู่แล้ว
ดูเวลาแล้ว ไม่รู้ว่าออกไปซื้อของหรือไปไหนหรือเปล่า
ขณะที่กำลังสงสัย เสียงฝีเท้าบนชั้นสองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
「คุณครูไป๋กำลังหาพี่หวังอยู่เหรอครับ ปกติเธอเลิกงานตรงสามทุ่มทุกวัน」
เสียงของเจียงจงเหนียนดังขึ้นจากด้านหลัง
แผ่นหลังของเธอแข็งเกร็งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองเจียงจงเหนียนที่กำลังเดินลงบันได
ฝีเท้าของชายหนุ่มมั่นคง ท่วงท่าสุภาพสง่างาม แต่ก็แฝงความหนักแน่นทรงอำนาจ
「งั้นฉันกลับก่อนนะคะ」คำพูดนี้ฟังดูเจือความเสียดายอยู่บ้าง เดิมทีเธอคิดว่าวันนี้จะหาโอกาสเข้าใกล้เจียงจงเหนียนแล้วคุยกับเขาสักสองสามประโยค ไม่นึกเลยว่าจะเจอฉากน่าอึดอัดแบบนั้น
ตอนนี้จะกลับก็ไม่ใช่ จะอยู่ต่อก็ไม่เชิง
「รอก่อนครับ」เจียงจงเหนียนเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
「ผมมีเรื่องเกี่ยวกับซิงอวี่อยากถามคุณครูไป๋ รบกวนอยู่ต่ออีกสักครู่นะครับ」
