“ทำไมคุณถึง—”
ตอนฉู่เหยาเปิดประตูเห็นเฮ่อหลิ่น สีหน้าของเธอยังคงงุนงงเล็กน้อย
แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก เฮ่อหลิ่นก็โผเข้ากอดเธอแน่น
ฉู่เหยาเงยหน้ามองไปตามทางเดินทั้งสองด้าน ก่อนจะพาเฮ่อหลิ่นถอยกลับเข้าไปในห้องด้วยกัน
“ผมเห็นของขวัญที่คุณให้แล้ว...”
จุมพิตของเฮ่อหลิ่นประทับลงข้างลำคอฉู่เหยา เขากระซิบข้างหูเธอเสียงแผ่ว
“เหยาเหยา คุณยอมรับผมแล้วใช่ไหม? คุณก็ชอบผมเหมือนกันใช่ไหม?”
“คุณปิดประตูก่อน...”
เมื่อได้ยินเสียงฉู่เหยาที่ฟังดูประหม่าอยู่บ้าง เฮ่อหลิ่นจึงยอมปล่อยเธอ แล้วเอื้อมมือปิดประตูห้อง เขายังพูดต่อว่า “ตอนกลางคืนไม่มีใครมากดกริ่งหรอก พวกคนรับใช้ไม่วิ่งขึ้นมาหรอก”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็อุ้มฉู่เหยาไปนั่งบนโซฟา แล้วทวงถาม “คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยนะ!”
ฉู่เหยาหลุบตาลง สีหน้าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติขณะเอ่ยว่า “ก็คุณบอกเองว่าจะเป็นลูกหมาของฉันคนเดียว...”
“แต่เลี้ยงลูกหมาต้องรับผิดชอบนะ เลี้ยงแล้วจะทิ้งขว้างไม่ได้ เบบี๋เป็นเจ้าของที่มีความรับผิดชอบ ใช่ไหม?”
“อืม”
เมื่อได้ยินคำตอบจากฉู่เหยา แววตาเฮ่อหลิ่นก็พลันเปล่งประกาย เขายัดสร้อยคอใส่มือเธอแล้วเร่งเร้า “งั้นเบบี๋สวมให้ผมสิ พอสวมแล้วห้ามเปลี่ยนใจนะ!”
ฉู่เหยารับสร้อยคอมา บรรจงสวมให้เฮ่อหลิ่นอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “ตอนแรกนึกว่าคุณคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเห็น ไม่คิดเลยว่าคุณจะเห็นตั้งแต่วันแรก”
“แปลว่าวันนี้เป็นวันโชคดีของผม...” เฮ่อหลิ่นพูดยิ้ม ๆ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่ริมฝีปากฉู่เหยา เขาถามด้วยแววตาพร่าเลือนเล็กน้อย “เหยาเหยา ผมจูบคุณได้ไหม?”
ฉู่เหยาไม่ได้ตอบ เพียงยกมือวางบนไหล่เฮ่อหลิ่นเบา ๆ
เฮ่อหลิ่นกดเธอลงบนโซฟานุ่ม ลมหายใจคลอเคล้ากัน ก่อนทั้งคู่จะจูบกันอย่างลุ่มหลง
สูทสั่งตัดสีน้ำตาลเข้มถูกโยนทิ้งลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ กระดุมคอเสื้อเชิ้ตก็หายไปหลายเม็ด
