แววตาของฉู่เหยาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เธอย้อนถามว่า “พวกเขาก็เป็นคนแปลกหน้า ส่วนคนอื่นที่รอให้เข้าร่วมก็เป็นคนแปลกหน้าเหมือนกัน ถ้าพวกเราไปเล่นแล้วบังเอิญเจอกัน ทำไมถึงตั้งทีมด้วยกันไม่ได้ล่ะ?”
เมื่อเฮ่อหลิ่นเห็นท่าทางของเธอ ความขุ่นเคืองในใจก็มลายหายไปทันที แทนที่ด้วยความจนใจอย่างยิ่ง
เพราะดูเหมือนฉู่เหยาจะไม่เข้าใจเลยว่าการที่ผู้ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาชวนคุยกะทันหันหมายความว่าอย่างไร
ก่อนหน้านี้หลู่ซีเหนียนก็เคยใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจเธออยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหลู่ซีเหนียนคิดจะทำอะไร ถึงได้ทำให้เขาต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เวลาส่องกระจกทุกวัน ยัยนี่ไม่เคยคิดบ้างหรือไงว่าจะมีผู้ชายมาประจบเอาใจเธอ?
เฮ่อหลิ่นคิดแล้วก็อดถามไม่ได้ว่า “รู้ไหมว่าคนพวกนั้นเข้ามาชวนคุยทำไม?”
ฉู่เหยาครุ่นคิด ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คงจำคนผิดน่ะ ตอนเรียนมัธยมปลายกับตอนนี้ฉันแทบไม่เหมือนกันเลย บางทีพอฉันผอมลงแล้วหน้าตาคล้ายผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาถึงคิดว่าฉันเป็นเธอละมั้ง!”
พอได้ยินคำตอบนี้ พวกหนุ่ม ๆ ที่อยู่ตรงนั้นต่างก็เงียบกริบ
หลู่ซีเหนียนฝืนกลั้นคำบ่นไว้ ก่อนถามว่า “ในเมื่อคิดว่าพวกเขาจำคนผิด แล้วเมื่อกี้ทำไมไม่บอกไปตรง ๆ ล่ะ?”
“พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร อธิบายให้ฟังก็เสียเวลาฉันเปล่า ๆ”
ฉู่เหยาพูดจบก็ป้อนผักชิ้นสุดท้ายในมือให้สัตว์ตัวเล็กข้างกาย จากนั้นหันไปถามเฮ่อหลิ่นว่า “เที่ยงนี้เราจะไปกินข้าวที่ไหน? ฉันหิวแล้ว”
เธอเปลี่ยนเรื่องอย่างไม่ใส่ใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เก็บคนพวกนั้นมาใส่ใจเลย เฮ่อหลิ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คร้านจะปล่อยให้ผู้ชายที่ไม่เกี่ยวข้องพวกนั้นครองความสนใจของฉู่เหยาต่อไป
