จ้าวจิ่งอวี้ได้ยินเสินหลิงซีเอ่ยถึงท่านน้าสาม ก็พลันนึกถึง “คุณชายเสเพล” ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวงต้าเหลียงผู้นี้
ยามท่านน้าสามถือกำเนิด ผู้คนไม่น้อยต่างพากันอิจฉาจวนกั๋วกงเว่ย
ถึงอย่างไรบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนที่เกิดก่อนหน้าเขาล้วนโดดเด่นทั้งสิ้น
ใครจะรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ชอบร่ำเรียนมาตั้งแต่เล็ก กลับชอบเข้าออกหอสุราและบ่อนพนัน
ทุกคนต่างคิดว่าเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเยาว์วัย จึงมิได้ใส่ใจนัก
ทว่าเรื่องที่ผู้คนคาดไม่ถึงคือ เพียงเพราะอาจารย์ในสำนักศึกษากล่าวตำหนิเขาไม่กี่คำ เขากลับประกาศกลางสำนักศึกษาว่า “คุณชายน้อยไม่อยากอ่านหนังสือไร้สาระนี่แล้ว อาจารย์เฒ่า ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปคุณชายน้อยจะไม่มาอีก!”
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในเวลาเพียงไม่กี่วัน
กั๋วกงเว่ยซึ่งประจำการอยู่แนวหน้าได้ยินข่าวนี้ ก็ปาถ้วยชาตกแตกในทันที ก่อนลงมือเขียนจดหมายด้วยตนเอง สั่งให้บุตรชายคนโตกลับเมืองหลวงโดยเร็ว เพื่อไปลงโทษตามกฎตระกูลแทนตน
หลังท่านลุงใหญ่กลับถึงเมืองหลวง สิ่งแรกที่ทำคือเตรียมของกำนัลชิ้นใหญ่ แล้วพาท่านน้าสามไปเยี่ยมเยียนอาจารย์เฒ่าด้วยตนเอง เพื่อขอขมา
อาจารย์เฒ่ารับของกำนัลไว้ แล้วเชิญทั้งสองเข้าไป
หลังฟังท่านลุงใหญ่ชี้แจงจุดประสงค์ เขาก็มิได้มองท่านลุงใหญ่ เพียงจ้องท่านน้าสาม เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ความคิดของเจ้าอาจเหมาะกับตัวเจ้าเอง เพียงแต่อย่าทำให้พรสวรรค์ของตนสูญเปล่า”
ท่านน้าสามคุกเข่าอยู่โดยไม่เอ่ยคำใด
ท่านลุงใหญ่กำลังจะพูด แต่อาจารย์เฒ่ายกมือห้ามไว้
อาจารย์เฒ่าหันหลังให้เขาแล้วกล่าวว่า “ไปเถิด หากวันหน้าคิดอยากกลับมา ประตูเรือนของข้ายังคงเปิดอยู่”
ท่านน้าสามโขกศีรษะหนึ่งครั้ง ก่อนดึงท่านลุงใหญ่จากไป
ภายหลังไม่ทราบว่าท่านน้าสามพูดอะไรกับท่านลุงใหญ่ เขาจึงยอมรับปากว่าจะไม่ไปสำนักศึกษาอีก ทว่าหลังจากนั้นท่านน้าสามกลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในหอเรือนของตน
กระทั่งปีที่จ้าวจิ่งอวี้ถือกำเนิด เขาจึงออกมาจากหอเรือน
