ฮองเฮาจากยมโลก อสูรกายทั้งหลายจงถอย

ฮองเฮาสวามิภักดิ์จากนรกภูมิ วิญญาณร้อยดวงถอยเร้น

5 นาที· 1.2K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

ราตรีมืดยิ่งนัก

ณ ชานเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยนออกไปสามสิบลี้ ทุ่งหญ้ารกชัฏเริงร้าง ไม้แห้งกร้านตะปุ่มตะป่ำ

ทั้งสี่ทิศเงียบสงัด ในความมืดสลัวคล้ายมีเงาดำค่อยๆ คืบคลาน ทุกเสียงกู่ร้องของแมลง ล้วนราวท่วงทำนองทวงชีพ

กระแสลมชั่วร้ายพัดหอบใบไม้เน่า แสงไฟพรายพร่างล่องลอย ดุจดวงตาอำมหิตนับไม่ถ้วนจับจ้อง

รถม้าคันหนึ่งพลิกตะแคงอยู่กับพื้น

แม่นมและสารถีที่ติดตามมาล้วนรีบคลานลุกขึ้นตรงไปยังตู้รถ

"คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่!"

หลิ่วมามาเอ่ยเรียกอย่างร้อนรน

รถม้าหนักอึ้ง ชั่วขณะยังผลักประตูไม่ออก

ในตู้รถม้า เดิมมีเสียงไอขาดๆ หายๆ

บัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับตาย

สตรีวัยสาวพิงกายอยู่ในตู้รถ ใบหน้าซีดเซียว ไร้ซึ่งร่องรอยชีวิต

โลหิตไหลรินจากมุมปาก หยดติ๋งๆ ร่วงลงบนแผ่นไม้รถม้า ซึมผ่านร่องแผ่นไม้ หยาดลงสู่พื้นดิน

พื้นดินนุ่มชื้น

โลหิตค่อยๆ ซึมแทรกลงไป

สารถีพลางออกแรงดึงประตูรถ พลางบ่นพึมพำเสียงต่ำ

"รถม้าดีๆ ไฉนบอกว่าจะพลิกก็พลิกเล่า ฮูหยินว่าคุณหนูใหญ่เป็นกาลกิณี เกรงว่าจะจริงแท้ ข้าเป็นสารถีมาหลายปี ไม่เคยพลิกคว่ำเลย"

"อย่าเอ่ยเช่นนั้น" หลิ่วมามาก็กดเสียงต่ำเช่นกัน "นางก็น่าสงสาร ชัดๆ เป็นคุณหนูใหญ่ผู้เกิดจากภรรยาเอกแห่งจวนโหย่งอันโหว แต่กลับถูกเลี้ยงดูในเรือนไร่ ฮูหยินบอกว่าครานี้จะรับคุณหนูใหญ่กลับมาแต่งงาน...เฮ้อ...จะมีครอบครัวดีอะไรได้?"

สารถีหดคอ เสียงยิ่งเบาลง

"ที่แห่งนี้ก็ชวนให้รู้สึกพิกลไม่น้อย ได้ยินว่าเมื่อสามร้อยปีก่อน ที่นี่เป็นหลุมฝังศพรวมนะ"

หลิ่วมามาสะท้านเยือกไปทั้งร่าง

สารถีชี้ไปไม่ไกล เป็นต้นฮ่วยเก่าแก่ต้นหนึ่งซึ่งไม่รู้มีชีวิตมากี่ปีแล้ว

"ต้นไม้นั้น ได้ยินว่าแขวนไว้ด้วยศพเต็มต้น เสื้อผ้าล้วนถูกรูดทิ้งหมด ล้วนเปลือยเปล่า ลมพัดมา กระทบกันดังเปรี๊ยะๆ"

หลิ่วมามาหน้าซีดขาวเผือด สั่นเทิ้ม

ไม่ไกลออกไป ต้นฮ่วยเก่าแก่สั่นสะบัดกิ่งก้านใบ

ใต้พื้นดิน รากนับหมื่นพันเส้นสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง

ในหมู่รากไม้ มีกระดูกขาวโพลนไร้แม้สักนิดของเนื้อหนังห่อหุ้ม

กลิ่นโลหิตในดิน ช่างโอชารสยิ่งนัก

สามร้อยปีแล้ว

โลหิตเพียงหยดนี้เปื้อนปลายนิ้ว

กระดูกขาวกลายเป็นละอองสีดำละเอียดยิบ ตามทิศทางที่โลหิตซึมซ่าน เคล้าคลอเลื้อยไหล

ม่านหมอกสีดำลอยขึ้นจากใต้ดิน สู่ตู้รถม้า พันรัดร่างสตรีที่ดวงใจหยุดเต้นไปแล้ว

วินาทีนั้น

ดวงเนตรที่ปิดสนิทเบิกขึ้นอีกครา

สีหน้าซีดเซียวบนใบหน้าของอานไหวค่อยๆ จางหาย เริ่มเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด

นางลุกขึ้นด้วยท่วงท่าประหลาดยิ่ง ราวกับแขนขาเก่าแก่ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวนาน แข็งทื่อ ไม่ค่อยชินกายนัก

อานไหวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นทาบทรวงอก

ตึง! ตึง! ตึง!

นั่นคือเสียงเต้นมีชีวิตชีวาของหัวใจ

ราวกับข้ามภพชาติ ราวทิพย์ดนตรี

สามร้อยปีก่อน นางถูกบิดามารดาผู้ให้กำเนิดสังหาร ทิ้งศพไว้ในหลุมฝังศพรวมนี้

ดูดซับความแค้นของวิญญาณนับไม่ถ้วน จึงสามารถเติมเต็มและหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณที่กระจัดกระจายมิหยุด

มีวิญญาณตายไม่หลับตา มีวิญญาณใจสงบดั่งน้ำนิ่ง มีวิญญาณยึดติดไม่จาง มีวิญญาณดุร้ายโอหัง

ล้วนกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงนาง

บัดนี้ นางยังต้องดูดซับวิญญาณคับแค้นอีกมาก หล่อเลี้ยงกระดูกแห้งกร้านนี้

เสียแรงอยู่นาน ในที่สุดประตูรถม้าก็เปิดออก

หลิ่วมามาถอนหายใจโล่งอก "คุณหนูใหญ่ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ?"

"ไม่เป็นไร"

อานไหวประคองมือหลิ่วมามา ลงจากรถม้า

สายตากวาดมองทุ่งกว้าง นางเฝ้ามองดาวเดือนกระจ่างและอีกาบินด้วยความละโมบ ฟังเสียงจักจั่นและนกร้อง

อานไหวเหยียดมือออก นิ้วมือและแขนยังแข็งทื่ออยู่บ้าง

สารถีตรวจรถม้าแล้ว ลำบากใจเอ่ยว่า "คุณหนูใหญ่ รถเสีย คงต้องซ่อมสักพัก คืนนี้ เราอาจต้องพักที่นี่แล้ว"

"ไม่เป็นไร" อานไหวสงบนิ่งยิ่ง "หนาวนิดหน่อย ก่อกองไฟเถิด"

แสงไฟพลันสว่างขึ้น

อานไหวเหยียดมือออกรู้สึกถึงไออุ่นและความสว่างแทบจะด้วยความละโมบ

"คุณหนูใหญ่" หลิ่วมามาเอ่ยเตือนอย่างระวัง "ท่านนั่งไกลหน่อย ระวังไฟลวกเอา"

"ไม่เป็นไร"

น้ำเสียงของอานไหวเย็นเยียบ

"ข้าชอบ...แสงอบอุ่น ที่นั่น...หนาวนัก มืดนัก ข้าทนมามากพอแล้ว"

นางเอ่ยพลางมองนิ้วมือที่ถูกแสงไฟส่องสว่าง

ขาวจนเกือบโปร่งใส มองเห็นโลหิตในเส้นเลือดไหลเวียน

หลิ่วมามารู้สึกว่าคำพูดนี้ประหลาด แต่คิดไปคิดมา ก็ไม่อาจบอกได้ว่าประหลาดตรงไหน

นางไปรับอานไหวจากเรือนไร่มา

เรือนที่อานไหวพักอยู่ที่เรือนไร่ช่างอับชื้นเย็นเยียบจริงๆ

เฮ้อ เป็นเด็กสาวที่น่าสงสาร

อานไหวผิงไฟทั้งคืน แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าได้ไออุ่นขึ้น

รถม้าเข้าสู่เมืองหลวงเมื่อพลบค่ำของวันรุ่งขึ้น

แม้จะเป็นยามเย็น แต่ในเมืองกลับคึกคัก

อานไหวแหวกม่านหน้าต่าง

ภายนอกผู้คนเดินไปมา มองจนนางใจเต้นไม่หยุด

"หลิ่วมามา ข้าอยากลงไปเดินเล่น"

หลิ่วมามามองดูแล้ว ลำบากใจเล็กน้อย "คืนนี้เป็นตลาดกลางคืน คนมาก เกรงว่าจะชนคุณหนูใหญ่"

"ข้าจะระวัง ไม่ชนหรอก"

หลิ่วมามาจนใจ ให้รถม้าหยุด

อานไหวลงจากรถ มุ่งไปยังที่คนมาก

นางชื่นชอบกลิ่นอายคึกคักของคนเป็น หากสัมผัสให้มาก จะช่วยให้นางจดจำว่า ตนเองก็เคยมีชีวิต

ทว่าเพิ่งเดินได้สองก้าว ก็เห็นเงาดำตรงหน้าเดินสวนมา

เป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ในมือถือกิ่งหลิว พุ่งตรงฝ่ากลางระหว่างนางกับหลิ่วมามาไป

ยังชี้แตะๆ ตรงเท้าหลิ่วมามาอีก

เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะเป็นทิวแถว หายวับไปในความมืด

หลิ่วมามาราวกับมองไม่เห็นเด็กสาวผู้นั้น เพียงจู่ๆ ก็สั่นสะท้านขึ้นมา กอดแขนตัวเอง

เพิ่งเดือนเก้าเอง เหตุใดจู่ๆ ก็หนาวขึ้นมา?

***********

"คนตายแล้ว คนตายแล้ว..."

เสียงกรีดร้องโหยหวนแหลมสูงฉีกทะลุตลาดที่จอแจ

แม่น้ำเยว่เหลียงไหลผ่านกลางเมือง ริมแม่น้ำ มีต้นหลิวเรียงเป็นแถวไม่รู้เติบโตมากี่ปี

ในแสงจันทร์ มีร่างคนหนึ่งแขวนสูงตระหง่านอยู่ท่ามกลางกิ่งหลิว

"ตึง! ตึง! ตึง!"

ลมพัด ร่างนั้นกระแทกใส่ลำต้นเป็นจังหวะ ราวกับกำลังแกว่งชิงช้า เกิดเสียงทึบหนัก

เมื่อมองอย่างละเอียด จะเห็นว่าที่ถูกกิ่งหลิวมัดไว้ เป็นบุรุษ

หรือกล่าวได้ว่า เป็นศพบุรุษ

แขนขาของศพบุรุษอยู่ในท่วงท่าที่ไม่มีทางเป็นของผู้มีชีวิต หักพับย้อนไปด้านหลัง

แขนทั้งสองถูกบิดหมุนอย่างประหลาดจากหัวไหล่และข้อศอก แนบชิดแผ่นหลัง ขาทั้งสองถูกหักกลับจากหัวเข่า ข้อเท้าโดยพร้อมเพรียง ปลายเท้าชี้ขึ้น ราวกับกิ่งไม้ที่ถูกหัก โก่งเป็นโครงเส้นโค้งอันน่าหวาดสยอง

กิ่งหลิวเหนียวแน่น ดุจเชือก มัดพันลำคอ ทั้งยังมัดรึงข้อต่อแขนขาอย่างแน่นหนา ทั้งศพเหมือนหุ่นเชิด ถูกแขวนไว้ระหว่างกิ่งหลิว

ขึงเป็นท่วงท่าราวผีเสื้อที่บิดเบี้ยว แต่ก็น่าสะพรึงถึงขีดสุด

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้