เสียงฝีเท้าดังกระจัดกระจาย
มีคนตะโกน
“หลีกทางให้หน่อย องค์ชายสามเสด็จมาแล้ว!”
ไม่นานก็มีการกั้นเขตหวงห้ามใต้ต้นไม้
ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีดำสนิทนำกำลังพลมาถึงใต้ต้นไม้
บุรุษผู้นี้รูปร่างสูงสง่า ไหล่กว้างเอวสอบ เป็นทรวดทรงที่เกิดจากการฝึกยุทธ์มาเนิ่นนาน ก้าวเดินกระฉับกระเฉงยิ่งนัก เจือกลิ่นอายการศึกสังหารจากสนามรบ
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยิ่งนัก เพียงแต่น่าเสียดายที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวอยู่ที่หางตาซ้าย เพิ่มความดุดันชวนขยาดให้แก่มาดสง่างามของเขา
ผู้คนที่มุงดูหวาดเกรงเขาอย่างเห็นได้ชัด ต่างพากันถอยออกมาเป็นวงกว้าง
จิ้นเฉาเหยียนสีหน้าเคร่งเครียด เงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน
แม้ว่าเขาจะมีอายุยี่สิบหกปีและอยู่ชายแดนมานับสิบปี พบเห็นการนองเลือดนับครั้งไม่ถ้วน เคยปีนออกมาจากกองซากศพหลายครา ก็ยังรู้สึกได้ถึงความประหลาดประหลาดใจที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ
“ระวังหน่อย เอาศพลงมา” จิ้นเฉาเหยียนกล่าว “ไปเรียกหมอชันสูตรมา”
คนทั่วไปพบศพที่ประหลาดเช่นนี้คงหวาดกลัวยิ่งนัก
แต่หากเป็นกลุ่มคน ก็จะหวาดกลัวไม่น้อย ทั้งยังใคร่รู้ใคร่เห็นไม่น้อยเช่นกัน
คนที่แตกตื่นหนีไปตอนแรก พอทางการมา ก็ค่อยๆ ทยอยกลับมามุงดูอีก
เรื่องครึกโครมย่อมต้องเข้าไปร่วมวง มิฉะนั้นก็เที่ยวตลาดค่ำเสียเปล่า
ทว่าในหมู่ผู้คนก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์
“ก็แค่ตายคนเดียว คนที่มาจับไม่ควรเป็นนายอำเภอหลวงหรอกหรือ เหตุใดองค์ชายสามจึงเสด็จมา”
ในเมืองหลวงคนเยอะ คดีฆาตกรรมไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อพบคดีฆาตกรรม ผู้ไปถึงก่อนเป็นกลุ่มแรกย่อมเป็นนายอำเภอหลวง หากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ ค่อยส่งให้ศาลต้าหลี่หรือกระทรวงอาญา
แต่องค์ชายสามผู้นี้หาใช่คนธรรมดา
ไม่ทรงยุ่งกับคดีทั่วไป
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถนนหินเขียวไกลออกไป ปรากฏร่างในชุดสีพื้นผู้หนึ่ง เคลื่อนไหวอย่างไม่รีบร้อน
ชายอาภรณ์พลิ้วเบา ราวกับเปื้อนหมอกยามเช้าบนขุนเขา ไหวเอนโดยไร้ซึ่งสายลม
เมื่อเข้าใกล้ขึ้นอีกหน่อย ก็เห็นคิ้วดั่งขุนเขาไกลเคลือบหมอก ดวงตาดั่งสระน้ำเย็นเยียบจับเกล็ดน้ำค้าง ใสสะอาดเย็นชา ไม่เปื้อนกลิ่นไอทางโลกแม้แต่น้อย
ฝีเท้าเบาเนิบ ท่วงท่างามสง่า ทุกย่างก้าวเงียบสงัดดั่งหิมะโปรย
คนยังมาไม่ถึง กลิ่นอายเยือกเย็นสะอาดก็พัดปะทะหน้าก่อนแล้ว
งามอย่างหมดจด งามอย่างสูงส่ง งามจนใครไม่อาจเข้าใกล้ได้โดยง่าย
อานไหวหยุดฝีเท้า มองใจกลางฝูงชน
หลิ่วมามาคิดว่านางสงสัย ตนเองก็สงสัยเช่นกัน จึงไปหาข่าวมาให้
หมอชันสูตรกำลังตรวจศพ
ด้านข้าง บุรุษร่างสูงใหญ่ยืนไพล่มือ
ซากศพน่าเกลียดน่าสะพรึงกลัว เงาดำสายหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นจากศพ แยกตัวเป็นละอองหมอกสีดำ แล้วลอยเข้าสู่ร่างของบุรุษผู้นั้น
รอบกายชายผู้นั้น ราวกับถูกหมอกสีดำปกคลุม
จิ้นเฉาเหยียนพลันรู้สึกไม่สบายในอก ยกมือขึ้นกดที่หน้าอก
รองแม่ทัพที่อยู่ข้างๆ สายตาเฉียบคม เอ่ยเสียงเบา “นายท่าน หัวใจท่านเต้นผิดจังหวะอีกแล้วหรือ ให้กลับไปพักก่อนดีหรือไม่”
จิ้นเฉาเหยียนอยู่ชายแดนสิบปี เข่นฆ่านับครั้งไม่ถ้วน
แม้ร่างจะมิได้รับบาดเจ็บถึงตาย แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่ป่วยด้วยอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ยามอยู่ชายแดน ก็กำเริบบ่อยครั้ง
กลับถึงเมืองหลวง ยังกำเริบเป็นครั้งคราว หมอหลวงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่า ต่างจนปัญญา
เพียงแต่เอ่ยคลุมเครือว่า เป็นเพราะการศึกนานปีทำลายรากฐาน หากไม่บำรุงกายาดีๆ เกรงว่า… จะไม่ดี
จิ้นเฉาเหยียนส่ายพระเศียร
“ไม่เป็นไร”
เป็นตายแล้วแต่ฟ้าลิขิต ในเมื่อใต้หล้าไม่มีหมอใดรักษาได้ ก็ปล่อยไปตามชะตากรรม
มือของเขาแม้จะเปื้อนเลือด แต่ไม่เคยสังหารผู้บริสุทธิ์ หรือฆ่าฟันตามอำเภอใจ ใจย่อมไร้ซึ่งมลทิน
หลิ่วมามาเป็นนักสืบข่าวฝีมือฉกาจ ไม่นานก็ถามมาได้
“ตายคนหนึ่ง” หลิ่วมามาเอ่ยเบา “เป็นคุณชายใหญ่เวยเซิงหรง บุตรของท่านขุนนางเว่ย ผู้ตรวจสอบราชการ ใต้เท้าเว่ย ตายอย่างน่าสยดสยองยิ่งนัก”
อานไหวเพิ่งเข้าเมืองหลวง ย่อมไม่รู้จักใครเลยสักคน แต่ฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นขุนนาง
หลิ่วมามาทำท่ารังเกียจ “เจ้าคุณชายเวยเซิงหรงนี่ นิสัยแต่ก่อน… เฮ้อ ไม่พูดแล้วดีกว่า สรุปคือโชคร้ายนัก คุณหนูใหญ่ พวกเรารีบไปกันเถิด”
แต่อานไหวกลับดึงหลิ่วมามาไว้
นางชี้นิ้วด้วยความสนใจ “ชายที่ใส่ชุดคลุมสีดำเป็นหัวหน้านั่น เขาคือใคร”
หลิ่วมามาสีหน้าเปลี่ยนไป
ทำท่ารังเกียจยิ่งกว่าเดิม
“ชู่ว” หลิ่วมามาลดเสียงลงอีก “คุณหนูใหญ่ คนผู้นั้นพูดถึงไม่ได้ เป็นราชันยมทูตที่มีชื่อลือลั่นในเมืองหลวง”
“ราชันยมทูตหรือ”
หลิ่วมามากระซิบเล่าฐานะของจิ้นเฉาเหยียนเล็กน้อย
“น่าสนใจ” อานไหวครุ่นคิด
ที่แท้ก็เป็นเทพสังหารที่กลับมาจากชายแดน ไม่แปลกใจเลยที่รอบกายพัวพันด้วยวิญญาณอาฆาตและผีเร่ร่อนมากมาย
หากเป็นคนทั่วไป คงคลุ้มคลั่งตายไปนานแล้ว แต่เขากลับเป็นเพียงกึ่งตายเท่านั้น
อานไหวแววตาเป็นประกาย มองทะลุฝูงชน จ้องไปที่จิ้นเฉาเหยียน
หลิ่วมามาก็ไม่รู้ว่าอานไหวกำลังมองอะไร แต่รู้สึกไม่สบายใจไปทั้งตัว จึงเร่ง “คุณหนูใหญ่ พวกเรารีบไปกันเถิด”
อานไหวโบกมือ “ไม่รีบ”
นางเดินไปอีกด้านหนึ่ง
หลิ่วมามารีบตาม “คุณหนูใหญ่ ท่านจะทำอะไร”
อานไหวเดินไปที่ต้นหลิวต้นหนึ่ง แล้วเอื้อมมือไปเด็ดกิ่งหลิว
“เจอคนตาย ไม่โชคร้ายหรอกหรือ” อานไหวกล่าว “สานมาลัยหลิวใส่ เพื่อขจัดโชคร้าย”
กิ่งหลิวขับไล่ผี มีคำกล่าวเช่นนี้มาแต่โบราณ
ตำรา “ฉีหมินเย่าซู่” กล่าวว่า เอากิ่งหลิวปักไว้ที่ประตู ผีนับร้อยไม่เข้าบ้าน
เอากิ่งหลิวหวดผี ฟาดทีหนึ่ง เตี้ยลงสามนิ้ว
ในคนโทวิเศษของพระโพธิสัตว์กวนอิม ยังมีกิ่งหลิวไว้เพื่อโปรดวิญญาณและขจัดโชคร้ายอีกด้วย
หลิ่วมามาฟังแล้ว พยักหน้าเห็นด้วยทันที แล้วยื่นมือไปเด็ดมาหนึ่งกิ่ง
กิ่งหลิวยาวๆ ม้วนขึ้นมาก็เป็นวง
อานไหวมือคล่องแคล่ว ยืนข้างต้นไม้ ม้วนเป็นวงขึ้นมา
หลิ่วมามาไม่ถนัดงานช่าง กิ่งหลิวก็เปราะ ดัง ปัง ก็หักสะบั้น
โชคดีที่ต้นหลิวทิ้งกิ่งย้อยเป็นหมื่นเส้น มีมากมาย
จึงเด็ดมาใหม่
หลังจากอานไหวสานมาลัยหลิวเสร็จแล้ว ก็ฉุดเด็กดูการครึกโครมข้างทางคนหนึ่ง ยัดเหรียญเงินให้เหรียญหนึ่ง
แล้วชี้ไปที่จิ้นเฉาเหยียนในฝูงชน
ลูกอ่อนย่อมไม่กลัวพยัคฆ์
เด็กน้อยใจกล้า ได้เงินก้อนโตเช่นนั้น ช่างบังอาจอย่างยิ่ง หยิบมาลัยหลิวเข้าไปหา
หลิ่วมามากำลังตั้งใจสานมาลัยหลิวอยู่
“หลิ่วมามา” อานไหวเอ่ย “เจ้ารู้สึกเหนื่อยหรือไม่”
หลิ่วมามาชะงัก
ไม่พูดก็ไม่รู้สึก พอพูดขึ้นมา ก็รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง
นางอายุไม่น้อยแล้ว แต่ทำงานมาทั้งชีวิต ร่างกายแข็งแรง
ตามเหตุผล แค่เดินมาไม่กี่ก้าวนี้ ไม่นับเป็นอะไรเลยสำหรับนาง
แต่ก็ไม่รู้ทำไม กลับรู้สึกว่าร่างกายหนักกว่าปกติอยู่มาก
หลิ่วมามาลังเลเอ่ย “ขอบพระทัยคุณหนูใหญ่ที่ห่วงใย คงเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่หลับ”
เมื่อคืนพักแรมอยู่กลางทุ่ง หลับไม่สนิทย่อมเป็นธรรมดา
อานไหวผงกศีรษะ แล้วเปลี่ยนเรื่องโดยปริยาย “หลิ่วมามา หลังชุดเจ้าเปื้อน ข้าจะช่วยปัดให้”
หลิ่วมามาไม่ทราบว่ามีอะไร แต่คิดเพียงว่าคุณหนูใหญ่ช่างเข้าถึงคนง่ายดาย
นางหันหลัง
อานไหวเด็ดกิ่งหลิวไว้ในมือหนึ่งกิ่งตามอำเภอใจ
ยกมือหวดไปที่หลังหลิ่วมามา
หลิ่วมามาหลังก็ไม่มีดวงตา มองไม่เห็น เพียงแต่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตกใส่หลัง มีเสียงกรีดร้องดังข้างหู
แต่ที่นี่คนเยอะ เสียงอึกทึกยิ่งนัก
เสียงกรีดร้องนี้เหมือนเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของเด็กหญิง เหมือนอยู่ข้างหู แต่เมื่อฟังอีกอย่างตั้งใจ กลับไม่ได้อยู่ข้างหู
อานไหวใช้กิ่งหลิวหวดต่อเนื่องเจ็ดครั้ง
หลิ่วมามาพลันสะดุ้งวาบ
กลิ่นคาวคละคลุ้งรุนแรงตลบมาจากด้านหลัง