กลิ่นยาสลบรุนแรงพุ่งเข้าโพรงจมูกของเซี่ยเจี่ยนซีในทันใด นางยังไม่ทันได้คิดอย่างถี่ถ้วนก็รู้สึกมึนศีรษะเสียแล้ว
แทบจะในชั่วพริบตานั้น เซี่ยเจี่ยนซีโกรธลุกโชน คำพูดของเฮ่อหลานฉือยังดังก้องในหู ความแค้นในใจพลุ่งพล่าน บัดนั้นความโกรธได้เอาชนะความสิ้นหวัง
นางดิ้นรนดึงปิ่นทองคำบนศีรษะออกมา แล้วใช้กำลังทั้งหมดแทงลงบนมือที่ปิดปากของนาง
“เวร!”
คนผู้นั้นเจ็บปวด เอามือออกโดยสัญชาตญาณ แล้วตบกลับมาฉาดหนึ่ง
เซี่ยเจี่ยนซีที่มึนงงหลบฝ่ามือนั้นไม่พ้น นางถูกกระแทกล้มลงกับพื้น แต่ยังไม่ทันเห็นรอบข้างชัดเจน ก็ถูกคนผู้นั้นกระชากผมขึ้นมา “นังแพศยา บังอาจทำร้ายข้า!”
ความเจ็บปวดทำให้เซี่ยเจี่ยนซีรู้สึกถึงความจริง นางเอามือหนึ่งจับผมที่ถูกกระชากไว้ มืออีกข้างกำปิ่นทองคำแน่น
แสงจันทร์กระจ่างสาดลงบนศีรษะพวกเขา นางมองใบหน้าถมึงทึงของชายตรงหน้า ตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง แต่เพียงชั่วประเดี๋ยว จากนั้นปิ่นทองคำเล่มนั้นในมือก็ปักลงบนลำคอของชายผู้นั้น
ในดวงตาของชายฉายแววไม่อยากจะเชื่อ
ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของชาย เซี่ยเจี่ยนซีดึงปิ่นทองคำนั้นออก แล้วแทงเข้าลำคอของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
เลือดที่ฉีดพุ่งกระเซ็นใส่ใบหน้าของนาง เหม็นคาวและเหนียวเหนอะหนะ ชวนให้อยากอาเจียน
ร่างกำยำล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น เหลือเพียงเซี่ยเจี่ยนซีที่เปื้อนเลือดทั้งตัว
นางยืนอยู่ตรงนั้น มือที่กำปิ่นทองคำแน่นสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดที่หางตาหยดลงมา บดบังสายตาของนาง
หลังจากความโกรธจางหายไป เซี่ยเจี่ยนซีมองดูชายที่นอนอยู่ในกองเลือด สติกลับคืนมาอย่างช้า ๆ ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างในทันใด นางตัวสั่นสะท้านจนปิ่นทองคำในมือหลุดร่วง
นางก้มมองมือที่เปื้อนเลือด พยายามเช็ดอย่างสุดชีวิต สุดท้ายกลับมีแต่ยิ่งเช็ดยิ่งมาก
ขณะที่นางใกล้จะแตกสลาย บนศีรษะของนางพลันมีดอกไม้ไฟบานสะพรั่งงดงามยิ่ง
เซี่ยเจี่ยนซีเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ จากนั้นได้ยินเสียงโห่ร้องระลอกหนึ่งจากที่ไกล ๆ
นางกำมือแน่น ค่อย ๆ ย่างเท้าออกไปอย่างระแวดระวัง แล้วเห็นโคมไฟหลากสีสันเต็มท้องถนน และเห็นเซี่ยอวี่รั่วที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ร้องตะโกนว่าตนหายตัวไป
จนถึงตอนนี้ นางจึงกล้ายืนยันได้ว่า นางย้อนกลับมาในวันที่ถูกลักพาตัว!
เซี่ยอวี่รั่วราวกับรู้ถึงสายตาของนาง จู่ ๆ หันกลับมามองทางนี้ นางรีบหลบข้างทางทันที
“คนล่ะ? ไฉนยังไม่มา?”
“อย่าใช่เกิดเรื่องนะ รีบไปดู!”
มีเสียงดังมาจากส่วนลึกของตรอก เซี่ยเจี่ยนซีรู้สึกขนลุกซู่ นางรู้ดีว่า ตอนนี้นางต้องหนีไปจากที่นี่โดยด่วนที่สุด
แทบไม่ลังเลสักนิด นางหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานคนที่อยู่ข้างหลังก็พบศพนั้น แล้วไล่ตามมาทันที
เซี่ยเจี่ยนซีวิ่งหนีสุดชีวิต แม้นางจะไม่รู้ว่า นางที่ตายไปแล้วในห้องใต้ดิน เหตุใดจึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่นางรู้ว่า หากตนถูกจับได้ สิ่งที่รออยู่ก็มีเพียงหนทางตาย
ทว่าฝีเท้าข้างหลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ความรู้สึกถูกบีบคอจนหายใจไม่ออกก็ถาโถมหนักหน่วงขึ้น แต่แล้วนางกลับวิ่งเข้ามาในตรอกตัน
ขณะที่เห็นว่าตัวเองกำลังจะกระโดดเข้าสู่ตาข่ายทมิฬอีกครั้ง นางได้ยินเสียงร้องแหลม “มีมือสังหาร!”
เซี่ยเจี่ยนซีพลันนึกขึ้นได้ว่า ในเทศกาลบุปผาปีนั้น นอกจากนางจะถูกลักพาตัว ยังมีผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่งเพิ่งสิ้นลมด้วยฝีมือคนร้าย
ผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นก็คือ พระสนมซ่ง ชายาพระราชบิดาของอี้จื่อชวน ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และขุนนางทรงอำนาจแห่งราชสำนัก
พระสนมซ่งประทับบำเพ็ญเพียรที่วัดว่านอานเป็นนิตย์ นานครั้งจะเสด็จลงจากภูเขา กลับต้องมาพบมือสังหารกลางตลาดคึกคักที่สุดในเมืองเปี้ยนจิง ในวันนั้นเซี่ยเจี่ยนซีถูกโจรร้ายลักพาตัว ความบริสุทธิ์ถูกทำลายสิ้น ส่วนพระสนมซ่งถูกมือสังหารเชือดพระศอปลิดชีพ
ได้ยินว่า วันนั้นผู้สำเร็จราชการเพิ่งกลับมาจากเจียงหนาน พอเข้าเมืองก็ได้ข่าวว่าพระสนมซ่งถูกคนลอบปลงพระชนม์ ทว่าเมื่อเขาไปถึง พระสนมซ่งสิ้นพระชนม์แล้ว แม้แต่คำสั่งเสียสักคำก็มิได้ทิ้งไว้ จากโลกนี้ไปอย่างนั้น
เซี่ยเจี่ยนซียังจำได้ ในวันที่นางออกเรือน ตรงกับวันเคลื่อนย้ายพระศพของพระสนมซ่ง ทางหนึ่งเป็นมงคลขาวคลุม อีกทางเป็นมงคลแดงฉลอง เกี้ยวบุปผาของนางหยุดอยู่ครู่หนึ่งกลางทาง โลงพระศพของพระสนมซ่งผ่านไปใกล้ ๆ เกี้ยวนาง
พระสนมซ่งสิ้นพระชนม์ ผู้สำเร็จราชการผู้มีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้วก็ไร้จุดอ่อนโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นพยัคฆ์พยศคลั่ง สังหารอย่างบ้าคลั่งในราชสำนัก
ภายหลังเซี่ยเจี่ยนซีถึงได้รู้ว่า การสิ้นพระชนม์ของพระสนมซ่งเกี่ยวพันกับคดีทุจริตอัปยศใหญ่ คดีนั้นเกี่ยวข้องกว้างขวาง ข้าราชการกว่าครึ่งในราชสำนักมีส่วนพัวพัน จวนโหวหย่งชางก็อยู่ในคดีนั้นด้วย
เพียงแต่ในตอนนั้น นางหลงเชื่อคำลวงของเฮ่อหลานฉือ คิดว่าพวกเขาถูกผู้อื่นพาดพิงจริง ๆ ยอมนำสินเดิมของตนมาปิดช่องโหว่ของจวนโหว บัดนี้คิดดูแล้ว นางโง่เขลายิ่งนัก กลลวงที่แม้แต่ขบคิดดูสักนิดก็มองออก กลับเป็นนางที่เชื่อมั่นไม่คลางแคลง
เซี่ยเจี่ยนซีเงยหน้ามองทางแยกตรงหน้า ด้านหนึ่งคือผู้สูงศักดิ์ที่ถูกปองร้าย อีกด้านคือโจรที่ไล่สังหารนาง แทนที่จะถูกเฮ่อหลานฉือวางแผนให้มีชีวิตที่ทุกข์สาหัสตายยาก สู้เอาชีวิตเป็นเดิมพันดีกว่า
เซี่ยเจี่ยนซีไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ตรงเข้าไปยังด้านที่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือทันที
ในจังหวะที่นางวิ่งเข้าไป เสียงฝีเท้าด้านหลังก็หยุดลงทันใด
“อย่าตาม!”
“จะปล่อยให้นางหนีไปหรือ?”
“นางเข้าไปที่นั่น ก็ไม่มีทางรอด! หากเราถูกดึงเข้าไปพัวพัน ก็จะต้องจบชีวิตกันหมด!”
“แต่ว่า...”
“ไปเร็ว!”
เพียงไม่กี่ประโยค เซี่ยเจี่ยนซีก็วิเคราะห์ได้ว่า พวกที่ลอบสังหารข้างนอกนั้น คงจะไม่พ้นเกี่ยวข้องกับเฮ่อหลานฉือ แม้นางจะคาดเดาอยู่ก่อนแล้ว แต่บัดนี้เมื่อพิสูจน์ได้จริงหัวใจก็พลันสั่นสะท้าน
เฮ่อหลานฉือผู้นี้ ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก หากนางไม่ตายในวันนี้ ต้องถลกหนังแล่เอ็นเขาแน่ เพื่อพลีกรรมแด่ฟ้าดิน
เซี่ยเจี่ยนซีวิ่งเข้าไปในตรอกตันอีกด้านหนึ่ง จากที่ไกล ๆ นางเห็นคนสองกลุ่มกำลังต่อสู้กัน เพียงแต่ฝ่ายมือสังหารเตรียมตัวมาพร้อม คนกลุ่มหนึ่งกำลังรั้งพวกองครักษ์ไว้ เหลือไว้อีกคน ตรงเข้าหาพระสนมซ่งที่กำลังหนีออกจากรถม้า
เซี่ยเจี่ยนซีเห็นกระบี่ยาวกำลังจะแทงทะลุพระศอของพระสนมซ่ง นางกัดฟันแล้วพุ่งเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง กระแทกพระสนมซ่งจนล้มลงกับพื้น
แต่แล้วนางก็ได้ยินเสียง “ฉึก” ของคมดาบแทงทะลุร่าง และเสียงกรีดร้องแหลม นางก้มลงมองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นกระบี่ยาวที่แทงทะลุอกจากนาง
ทว่า ก่อนที่นางจะรู้สึกเจ็บ กระบี่ยาวเล่มนั้นกลับถูกดึงออกแล้วฟาดฟันใส่พระสนมซ่งอีกครั้ง
เซี่ยเจี่ยนซีทิ้งตัวเข้าขวางโดยสัญชาตญาณ กดพระสนมซ่งไว้แน่น พยายามเอาตัวนางบังกระบี่ยาวอีกครั้ง
มือสังหารยกกระบี่ขึ้นสูง ดวงตาเหี้ยมเกรียม จ้วงแทงลงมาตรง ๆ
ขณะที่เซี่ยเจี่ยนซีคิดว่าชีวิตนางจะดับสิ้นอยู่ที่นี่ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็เข้าขวางกระบี่นั้นไว้ทันการณ์
“พาพระสนมไป!” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นอย่างกะทันหัน