ไม่นานนัก กองกำลังขนาดใหญ่ก็กรูกันเข้ามา
เซี่ยเจี่ยนซีหมอบอยู่บนร่างของพระสนมซ่ง นางได้ยินเสียงเลือดของตัวเองไหลรินแผ่วเบา
นางถูกมือใหญ่คู่หนึ่งกระชากออกอย่างหยาบคาย นางไม่มีเวลาแม้แต่จะเห็นว่าผู้นั้นเป็นใคร ก็ถูกจับต้นคอลากออกไปทันที
ไม่นาน นางก็ถูกลากไปยังมุมหนึ่ง องครักษ์ที่ลากนางมาเพียงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งไปยังจุดที่เกิดความวุ่นวาย
ภายใต้แสงจันทร์สลัว เสียงคมดาบกระทบกันดังกราว ประหนึ่งกลองแห่งความตาย ทุบเข้าไปในใจนางเป็นระลอก
“รีบช่วยคนเถิด เร็วเข้า!”
ขณะจิตเลือนราง เซี่ยเจี่ยนซีเห็นมือเรียวบางคู่หนึ่งกดลงบนบาดแผลของนาง
เพียงแต่ตรงหน้าโกลาหลเกินไป ไม่มีผู้ใดสนใจพวกนางได้เลย
คนที่อี้จื่อชวนนำมาล้วนผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี กองกำลังหลายสิบคนสังหารมือสังหารได้อย่างรวดเร็ว
“ท่านอ๋อง!”
“มีคนเป็นเหลืออยู่หรือไม่”
“ไม่มี เช่นเดิม มือสังหารเหล่านี้ล้วนซ่อนยาไว้ในฟัน!” องครักษ์ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
“พวกมันเตรียมการมาอย่างดีแล้ว จะง่ายดายถึงเพียงนี้ให้เราพบหลักฐานได้อย่างไร!” อี้จื่อชวนแค่นเสียงเย็น นัยน์ตาเต็มไปด้วยโทสะ
“จื่อชวน!” พระสนมซ่งในอาภรณ์เรียบง่ายวิ่งตรงไปหาอี้จื่อชวน “เจ้ารีบๆ เถิด รีบช่วยเด็กสาวผู้นี้ด้วย หากเจ้าไม่ช่วยนาง นางต้องตายแน่!”
อี้จื่อชวนโยนกระบี่ในมือให้องครักษ์ แล้วก้าวฉับๆ ไปทางพระสนมซ่ง
อี้จื่อชวนประคองพระสนมซ่งที่วิ่งเข้ามาหาไว้ กล่าวว่า “ผู้ใดมา พาพระสนมขึ้นรถม้า!”
“จื่อชวน เจ้าต้องช่วยเด็กสาวผู้นั้นให้ได้ หากไม่ใช่นาง ข้าคงตายไปแล้ว เจ้าจงช่วยนางให้ได้!” พระสนมซ่งกำมือของอี้จื่อชวนไว้แน่น
“เสด็จแม่โปรดวางพระทัย!” อี้จื่อชวนตบพระหัตถ์ของพระสนมซ่งเบาๆ จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ผู้อื่นประคองพระสนมขึ้นรถม้า
เซี่ยเจี่ยนซีพิงร่างไว้ มองดูคนผู้นั้นส่งพระสนมซ่งจากไป แล้วก้าวฉับๆ มาถึงตรงหน้านาง
เลือดเปรอะดวงตานาง นางมองไม่เห็นใบหน้าของคนตรงหน้า อาศัยเพียงโครงร่าง คลับคล้ายคลับคลาแยกแยะได้ว่า ผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ผู้กุมอำนาจล้นฟ้า
อี้จื่อชวนมองเซี่ยเจี่ยนซีที่หน้าเผือดซีดตรงหน้า แววตาเย็นชา
เขาเพิ่งกลับจากเจียงหนานเมื่อไม่กี่วันมานี้ ระหว่างทางถูกโจมตีลอบสังหารถึงสองระลอก ล้วนหวุดหวิดแต่ก็รอดมาได้ กว่าจะถึงเปี้ยนจิงก็ปาเข้าไปแล้ว ยังไม่ทันเข้าเมือง ก็ถูกดักกลางทางไปดื่มสุรา
การเดินทางไปเจียงหนานครั้งนี้ ก็เพื่อสืบสวนความเคลื่อนไหวของเงินหลวงบรรเทาอุทกภัย พอพบพิรุธบางอย่าง พยานก็ถูกฆ่าปิดปากเสียแล้ว หนนี้เกือบจะกลับมามือเปล่า จำต้องวางแผนให้ผู้อื่นปลอมตัวเป็นพยาน เดินทางตามเส้นทางหลวงกลับเมืองหลวง ก็เพื่อล่อให้ผู้บงการตัวจริงปรากฏตัว
ตลอดทางมีการลอบสังหารไม่ขาดสาย หลายครั้งเขาเกือบจะสาวไส้ตามรอยเงื่อนงำของคนผู้นั้นได้ แต่ฝ่ายนั้นเจ้าเล่ห์ เมื่อถึงช่วงเวลาคับขันก็จะหลบซ่อนตัวได้ทุกครั้ง
อี้จื่อชวนอยู่ในราชสำนักมานานปี เพิ่งเคยถูกใครเล่นตลกเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ในใจอัดอั้น หาทางระบายไม่ได้ ผู้บงการเบื้องหลังกลับเชิญเขามาเป็นแขกที่หอหงีซ่างโดยไม่คาดคิด
หอหงีซ่างเดิมเป็นหอนางโลม แต่เขากลับเห็นแม่ชีนุ่งห่มจีวรอยู่ที่นั่น เขารู้สึกว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี เกรงว่าติดกับของฝ่ายนั้น จึงหันหลังจะกลับ แต่กลับพบว่าตนถูกปิดล้อมเสียแล้ว
กว่าจะฝ่าวงล้อมออกมาได้ ก็ได้รับข่าวว่าเสด็จแม่ถูกโจมตี
จนถึงตอนนี้ อี้จื่อชวนจึงเพิ่งเข้าใจว่า แขกที่กล่าวถึงนั้นคือกลสังหารที่ตีขลุมตีป่าก็แค่กลลวงผันความสนใจไปทางอื่น เพื่อสกัดเขาไว้ แล้วจัดการกับเสด็จแม่ของเขา
อี้จื่อชวนจ้องมองเซี่ยเจี่ยนซีอยู่นาน จากนั้นเอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าคือใคร”
“ท่านอ๋อง ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเสด็จแม่ของท่านเช่นนี้หรือ” ปากของเซี่ยเจี่ยนซีเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด แต่นางยังคงฝืนมองเงาคนเลือนรางตรงหน้า
อี้จื่อชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าเจ้าไม่อยากตาย ก็ควรพูดความจริงเสียดีๆ!”
“ข้าคือ บุตรสาวของเซี่ยเม่าเซียนแม่ทัพพิทักษ์รัฐ ข้าชื่อ เซี่ยเจี่ยนซี!” เซี่ยเจี่ยนซีฝืนพยุงร่าง กล่าวทีละคำ “ที่เอวข้า มี แผ่นป้ายหยกสลักอักษรเซี่ย สามารถพิสูจน์ฐานะของข้าได้!”
อี้จื่อชวนมองสาวใช้ข้างกายที่กำลังกดบาดแผลให้นาง สาวใช้เข้าใจในทันที ปล่อยมือข้างหนึ่งออก ล้วงหาแผ่นป้ายหยกนั้นจากเอวของนาง
อี้จื่อชวนรับแผ่นป้ายหยกมา ปลายนิ้วลูบคลำอักษรเซี่ยบนนั้นเบาๆ เนิ่นนาน จึงกล่าวว่า “คุณหนูสกุลเซี่ยหรือ เจ้าไม่อยู่บ้านดีๆ มาปรากฏตัวที่นี่ยามวิกาลเช่นนี้”
“ข้าถูกลักพาตัว!” เซี่ยเจี่ยนซีกล้ำกลืนความเจ็บปวด กล่าวทีละคำ
อี้จื่อชวนโน้มเข้าใกล้เซี่ยเจี่ยนซี มองนัยน์ตานาง “เจ้าว่า เจ้าถูกลักพาตัว ธิดาเพียงคนเดียวของจวนผู้พิทักษ์รัฐ ว่าที่พระชายารัชทายาทแห่งตำหนักหย่งอาน ผู้ใดบังอาจนัก กล้าลักพาตัวคุณหนูเซี่ย!”
เซี่ยเจี่ยนซีตาแดงก่ำโดยไม่ตอบ ย้อนถามว่า “เช่นนั้นใครกันเล่า ถึงกล้าลอบสังหารเสด็จแม่ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของเรา”
อี้จื่อชวนเลิกคิ้ว “คุณหนูเซี่ย ไม่กลัวตายหรือ”
“กลัว ข้าเป็นคน แล้วจะไม่กลัวตายได้อย่างไร!” เซี่ยเจี่ยนซียิ้มขมขื่น “หากข้ารู้ว่าเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยพระสนม ยังต้องถูกท่านสอบสวนเช่นนี้ ข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่!”
อี้จื่อชวนจ้องนัยน์ตาเซี่ยเจี่ยนซีอยู่นาน แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าบอกว่าเจ้าถูกลักพาตัว แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาปรากฏที่นี่ และยังบังเอิญหนักหนาที่ช่วยเสด็จแม่ของข้าไว้ ใครจะรู้ว่า นี่เป็นแผนของเจ้าหรือไม่”
“ข้าหนีออกมาจากเงื้อมมือโจรได้ ในตรอกด้านหน้า น่าจะยังมีร่องรอยที่ข้าหนี ข้า ตอนที่ข้าหนีออกมา ได้ยินพวกมันคบคิดกันลอบสังหารพระสนม ข้าเดิมตั้งใจจะมาเตือนพระสนม แต่ไม่คิดว่า จะมาช้าไปก้าวหนึ่ง!” ระหว่างที่เซี่ยเจี่ยนซีพูด กลิ่นคาวเลือดในปากก็เข้มข้นขึ้นทุกที มุมปากก็มีเลือดซึมออกมาเลือนราง
เซี่ยเจี่ยนซีเห็นอี้จื่อชวนยังไม่เชื่อ จู่ๆ ก็ยิ้ม “รู้แก่ใจว่าท่านอ๋องไม่รู้ดีรู้ชั่ว เช่นนี้ ข้าก็ควรยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่ใช่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยพระสนมเลย!”
“ลิ้นลมประจบสอพลอ!” อี้จื่อชวนโกรธกรุ่น
เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ เซี่ยเจี่ยนซีก็ประคองร่างไว้ไม่ไหวแล้ว จู่ๆ นางก็ไอ จากนั้นเลือดก็พวยพุ่งออกมาเต็มปาก ชั่วพริบตาต่อมา นางก็เหมือนตุ๊กตาที่แตกหัก ร่วงหล่นลงหมดเรี่ยวแรง
“คุณหนู คุณหนู ท่านหลับไม่ได้นะ คุณหนู!” สาวใช้ข้างกายร้องเรียกอย่างกระวนกระวาย
อี้จื่อชวนมองดูเซี่ยเจี่ยนซีที่ล้มลงกลางกองเลือดไร้ชีวิตชีวา ลุกขึ้นยืนทันที “ผู้ใดมา!”
หมอที่เฝ้าอยู่ข้างๆ รีบเข้ามาทันที เข็มเงินหลายเล่มปักลงไปฉับพลัน เซี่ยเจี่ยนซีที่สิ้นลมไปแล้ว ลืมตาขึ้นโพลง พ่นลมขุ่นข้นออกมาครั้งหนึ่ง แล้วก็สลบไปอีกครั้ง
“ต้องรักษาทันที ไม่อาจหน่วงเหนี่ยวต่อไปได้อีกแล้ว!” หมอเอ่ยค่อนข้างร้อนใจ
“ช่วยนางให้รอด!” อี้จื่อชวนหมุนตัวเย็นชาจากไป แล้วพลิกตัวขึ้นม้า “กลับจวน!”
องครักษ์ที่ติดตามอี้จื่อชวนมาโดยตลอดก้าวเร็วๆ เข้ามา หลังจากหมอพยักหน้า เขาก็อุ้มเซี่ยเจี่ยนซีขึ้น จากนั้นรีบมุ่งไปทางจวนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์โดยเร็ว