เสิ่นหมิงเยว่เผยสีหน้าซาบซึ้งใจและเสียดายออกมาอย่างพอเหมาะพอดี
จากนั้นก็ได้ยินเขาหยั่งเชิงเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเธอ “เคยมีคนมาจีบคุณไหม?”
“เคยค่ะ”
“โอ้? แล้วตกลงคบกันหรือเปล่า?”
เสิ่นหมิงเยว่ส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
หมิงเยว่กะพริบตาปริบ ๆ ดวงตาคู่งามไม่เผยร่องรอยของการโกหกแม้แต่น้อย
“คงเพราะมุมมองชีวิตไม่ตรงกันมั้งคะ ผู้ชายคนนั้นอยากให้ฉันเป็นนกน้อยในกรงทอง แลกกับเงินเดือนละสามแสน แล้วฉันจะยอมได้ยังไงล่ะคะ ผู้หญิงเราต้องเข้มแข็ง ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองสิคะ”
คำพูดนี้ช่างฟังดูเปี่ยมคุณธรรม แถมยังเจือความไร้เดียงสาและความมุ่งมั่นแบบสาวน้อย ราวกับหญิงสาวผู้ไม่หลงใหลในเงินทอง ยึดมั่นในหลักการ และดื้อรั้นไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
เสิ่นหมิงเยว่แอบเติมในใจเงียบ ๆ ว่า...ไม่จริงสักนิด
คำว่า “พึ่งพาตัวเอง” สามคำนี้แหละคือกับดักที่ใหญ่ที่สุด
พูดเรื่องความเป็นอิสระของผู้หญิงอะไรกัน ลองมองผู้ชายดูสิ มีใครบ้างที่ไม่ได้อาศัยครอบครัวช่วยซื้อรถซื้อบ้าน แต่ก็ไม่มีใครว่าไม่เป็นอิสระนี่
เครื่องหมายของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่การตัดขาดจากการพึ่งพาใคร แต่คือการรู้จักหยิบยืมพลังและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
วางตัวเองไว้ในฐานะผู้กำหนด แล้วทุกสิ่งก็ใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
พึ่งภูเขา ภูเขาก็ถล่มหรือ?
งั้นก็เปลี่ยนไปพึ่งภูเขาลูกอื่นสิ
ภูเขาบนโลกนี้มีตั้งเยอะ~
ที่เสิ่นหมิงเยว่จงใจพูดเช่นนี้ออกมา ก็เพราะอยากเตือนสุ่ยเหลียนซงด้วย
ส่วนเขาจะเก็บไปคิดหรือเปล่า นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
สุ่ยเหลียนซงยิ้ม เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่ใจคำพูดนั้น
สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือผู้หญิงตรงหน้ายังเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์อยู่หรือไม่
