ในความฝัน หลี่เฟินหลานก็เป็นเช่นนี้ เธอใช้เงินที่ตนหามาได้อย่างยากลำบาก เพื่อพาลูกสาวสุดที่รักกลับคืนมา น้องชายก็เกลี้ยกล่อมนางว่า "พี่กลับมาอยู่บ้านเถอะ! ผมมีแรงทำงานหาเงินเลี้ยงพี่ได้!"
ทว่าในตอนนั้นนางไม่ยอม อึกทึกครึกโครมไปมา สุดท้ายกลับทำร้ายจิตใจแม่ และสัมพันธ์กับน้องชายก็จืดจางถึงขั้นแทบไม่ได้ติดต่อกัน!
ในบั้นปลายได้อะไรมาเล่า ก็แค่จุดจบอันน่าเวทนาที่ต้องตายในกองเพลิงเท่านั้น!
"แม่จ๋า หนูไม่เอา!" เซี่ยอวิ๋นซูยัดเงินคืนใส่มือหลี่เฟินหลานอีกครั้ง หล่อนรู้ดีว่าเงินนี้คือเงินที่แม่ไปเป็นลูกมือในร้านอาหารเล็กๆ เก็บหอมรอมริบมาทีละเล็กทีละน้อย
หลี่เฟินหลานขมวดคิ้ว "แม่ให้ หนูก็เอาไว้! งานก็ค่อยๆ หาใหม่ ไม่มีงานที่โรงงานบรรจุภัณฑ์แล้วจะอดตายรึไง? อวิ๋นซูเอ๋ย หนูฟังแม่นะ อย่าเอาแต่ทะเลาะอีกเลย! ลู่จือสิงเป็นหมอประจำโรงพยาบาล ถ้าทะเลาะกันไปจนสุดท้าย คนที่เสียเปรียบก็คือหนู..."
นางพูดพลางยกมือปิดหน้า "เป็นเพราะแม่ไร้ความสามารถ เป็นเพราะแม่ไม่ดี! ตอนแรกทำไมถึงยอมให้หนูแต่งกับเขา ถ้าพ่อหนูไม่จากไปเร็ว ตอนนี้มันจะมารังแกลูกสาวข้าได้ยังไง!"
หลี่เฟินหลานเป็นคนจิตใจอ่อนโยนโดยนิสัย เมื่อปีก่อนๆ มีพ่อบ้านคอยเป็นกำลัง ต่อมาลูกสาวได้รับช่วงงานต่อ ชีวิตก็ไม่ถึงกับยากลำบาก นางก็เหมือนกับแม่ส่วนใหญ่ กินลำบากทนเหนื่อยได้ กล้ำกลืนความน้อยใจทุกรูปแบบได้ แต่สิ่งเดียวที่ทนไม่ได้คือการให้ลูกต้องเจ็บตัวสักนิด
ตระกูลลู่อำนาจบาตรใหญ่ นางไม่รู้ว่าจะช่วยระบายความคับแค้นให้ลูกสาวได้อย่างไร ได้แต่โทษตัวเองร้องไห้
ตอนนี้จิตใจของเซี่ยอวิ๋นซูสงบนิ่งลงมากแล้ว หล่อนกุมมือหลี่เฟินหลานปลอบโยน "แม่จ๋า ทางโรงงานบรรจุภัณฑ์ให้เงินชดเชยหนูมาห้าพันหยวน แม่ก็อยู่บ้านทำกับข้าวต่อเถอะ ให้หมิงเฉิงไม่ต้องไปทำงานจับกังตามไซต์ก่อสร้างด้วย ตั้งใจเรียนแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยอนาคตจะได้รุ่งเรือง!"
"อะไรนะ? หนูได้เงินชดเชยแล้วหรือ?" น้ำตาหลี่เฟินหลานยังค้างอยู่บนใบหน้า นางเบิกตากว้างมองเซี่ยอวิ๋นซูอย่างไม่อยากเชื่อ "หนูบอกว่าเท่าไหร่นะ?"
เซี่ยอวิ๋นซูยิ้ม "ห้าพันหยวนนะสิ!"
"ผู้จัดการหลี่คนนั้นยอมหรือ?" หลี่เฟินหลานปาดน้ำตาหนหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วจับมือเซี่ยอวิ๋นซูไว้ "อวิ๋นซู หนูฟังแม่นะ เงินก้อนนี้อย่าให้ลู่จือสิงรู้! เขาไม่ดีกับหนูเลย ทีนี้หนูก็ไม่มีงานแล้ว เงินนี้ต้องเก็บไว้ในมือตัวเอง!"
เซี่ยอวิ๋นซูอดทอดถอนใจไม่ได้ คุณแม่นี่แหละที่ตาสว่างกว่าหล่อนนัก รู้ดีว่าผู้ชายพึ่งพาไม่ได้เลย ที่ไว้ใจได้ที่สุดก็คือเงิน
"แม่จ๋า หนูจะเอาเงินไปให้ลู่จือสิงได้ยังไง? เขาทำกับหนูยังงี้ ตอนนี้หนูอยากจะหย่ากับเขาเท่านั้น!" เซี่ยอวิ๋นซูไม่ได้ปิดบังแผนของตน "หนูจะให้เขาจ่ายเงินชดเชยให้หนูสามพันหยวน แล้วเอาไปลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ"
หย่า?
หลี่เฟินหลานชะงักไป แม้นางจะโกรธที่ลู่จือสิงทำกับอวิ๋นซูเยี่ยงนั้น แต่ก็ไม่เคยคิดถึงขั้นให้ลูกสาวหย่าในตอนนี้เลยจริงๆ ตกงานแล้วยังหย่า ชีวิตจะลำบากสักแค่ไหน? ยิ่งกว่านั้นนางรู้แก่ใจดีว่าอวิ๋นซูคิดอย่างไร ในใจลูกสาวมีลู่จือสิง...
"อวิ๋นซู อย่าใจร้อนเลย..." นางเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว พลางค่อยๆ สังเกตสีหน้าลูกสาว "หย่าไปแล้ว หนูจะอยู่อย่างไรต่อไปล่ะ!"
ผู้หญิงที่หย่าแล้ว หากจะหาคู่ใหม่ ก็ไม่อาจหาชายดีๆ ได้อีกแล้ว ถ้าลู่จือสิงแก้ไขได้ ทั้งสองคนก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้
เซี่ยอวิ๋นซูมองหลี่เฟินหลานแล้วใจหาย ชาติก่อนตอนแรกแม่ก็ไม่เคยคิดให้หล่อนหย่าโดยตรงเช่นกัน แต่ภายหลังเห็นหล่อนค่อยๆ เหี่ยวเฉาในชีวิตแต่งงานที่อึดอัดไร้หนทาง ก็เลยในช่วงหลายปีต่อมาคอยคะยั้นคะยอให้หล่อนหย่า
"แม่จ๋า หนูหาเงินเลี้ยงแม่เอง ส่งน้องเข้ามหาวิทยาลัย!" เซี่ยอวิ๋นซูพูดพลางล้วงกระเป๋าชั้นในสุดออกมาเป็นแบงก์ห้าหยวนจำนวนยี่สิบใบ แล้วยัดใส่มือหลี่เฟินหลาน "เงินร้อยหยวนนี้แม่เอาไว้ หนูพรุ่งนี้จะออกไปเดินดูว่าหางานทำได้หรือเปล่า ถึงยังไงคนเป็นๆ คนหนึ่งจะอดตายรึไง?"
ก่อนหน้านี้หล่อนก็ไม่เคยพึ่งลู่จือสิงเลี้ยงดู มีชีวิตรอดดีไม่ใช่หรือ? หากไม่เรียกร้องความรัก ถึงแม้ตกงาน ก็เริ่มชีวิตใหม่ หล่อนเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้ว พยุงครอบครัวนี้ให้ตั้งอยู่ได้เหมือนกัน
ในความฝันหล่อนไม่เคยพึ่งลู่จือสิงได้ ชาตินี้ก็จะไม่พึ่งเช่นกัน!
หลี่เฟินหลานมองลูกสาวแล้วตาก็เริ่มแดงขึ้นมาอีก นางยัดเงินคืนกลับไป พลางเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงดุดันเล็กน้อย "ใครต้องการให้หนูเลี้ยง แม่หนูยังมีแขนมีขา ไม่ได้แก่ถึงขั้นขยับตัวไม่ได้!"
เซี่ยอวิ๋นซูยิ้ม ไม่ได้เถียงเรื่องเงินร้อยหยวนอีก หล่อนคล้องแขนหลี่เฟินหลานเหมือนตอนเด็กๆ เอาหัวซบไหล่นางออดอ้อน "แม่จ๋า วันนี้หนูค้างบ้านแม่ได้ไหม?"
ตอนนี้หล่อนไม่อยากเห็นหน้าลู่จือสิงแม้แต่น้อย เพราะหล่อนกลัวว่าตนจะห้ามใจความรู้สึกรังเกียจและแค้นชังในส่วนลึกไว้ไม่อยู่!
หลี่เฟินหลานลูบผมให้หล่อน รู้ดีว่าลูกสาวรู้สึกน้อยใจ "เตียงเดิมของหนูยังเก็บไว้อยู่ หมิงเฉิงไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมนอน"
บ้านตระกูลเซี่ยมีห้องไม่ใหญ่ จะว่าเป็นสองห้องก็ได้ ห้องด้านนอกทำอาหารกินข้าวรับแขก ห้องด้านในใช้ผ้าม่านกั้นเป็นสองส่วน เมื่อก่อนสองพี่น้องอาศัยในห้องเดียวกัน ต่อมาเซี่ยอวิ๋นซูโตขึ้น ก็เลยกั้นผ้าม่านอีกหนึ่งผืนตรงกลาง
เตียงที่หล่อนนอนกว้างประมาณหนึ่งเมตรสอง เป็นเตียงที่พ่อทำเองสมัยยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเตียงที่เซี่ยหมิงเฉิงนอนนั้นง่ายๆ กว่านั้นมาก ก็แค่เก้าอี้สองสามตัววางแผ่นไม้พาด แค่พอเรียกได้ว่าเป็นเตียง
สองพี่น้องผูกพันกันดีตลอดมา หลังจากเซี่ยอวิ๋นซูแต่งงานออกไป เซี่ยหมิงเฉิงก็ยังยืนยันจะเก็บเตียงให้พี่สาว เขามักจะพูดว่า ที่นี่ก็คือบ้านของพี่เหมือนกัน จะไม่มีที่ให้นอนได้ยังไง?
หลี่เฟินหลานยังเคยหัวเราะว่าเขาทำเหมือนเด็ก เซี่ยอวิ๋นซูแต่งกับหมอใหญ่ จะไม่มีเตียงใหญ่ๆ ให้หลับนอนหรือ?
แต่เวลานี้ นางกลับได้แต่อยากร้องไห้ ลูกสาวไม่ได้แต่งกับคนดี คนนอกล้วนพูดว่าอวิ๋นซูทำเป็นเอะอะไม่มีเหตุผล แต่มีแต่นางที่รู้ว่าอวิ๋นซูของนางไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้นเสียหน่อย!
หล่อนสดใสร่าเริง ไม่เคยยอมให้ชีวิตที่ลำบากตรากตรำโน้มทิ่มหลัง สาวน้อยวัยสิบหกกำลังอยู่ในวัยรักสวยรักงาม หล่อนกลับสวมชุดทำงานสีน้ำเงินซ้ำไปมาอยู่ในโรงงานบรรจุภัณฑ์ ไม่เคยปริปากบ่นเลยว่า ทำไมน้องชายได้เรียนหนังสือ ขณะที่หล่อนต้องเข้าโรงงานทำงาน?
ทั้งที่ลูกสาวสุดที่รักของนางก็เรียนดีมากนี่นา!
นั่นคือเหตุผลที่เซี่ยหมิงเฉิงรู้สึกติดค้างพี่สาวมาตลอด ตอนพ่อของเซี่ยอวิ๋นซูเกิดเรื่อง เขายังเด็กเกินไป แบกรับครอบครัวนี้ไม่ไหว มีแต่อวิ๋นซูที่ต้องออกมายืนแทน
แต่ลู่จือสิง รังแกลูกสาวนางได้ยังไง? ลูกสาวนางจะเป็นโรคประสาทที่เอาแต่ก่อเรื่องไร้สาระได้อย่างไรกัน!
เซี่ยอวิ๋นซูเห็นหลี่เฟินหลานทำหน้าไม่ดี จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อ "ไอ้หมิงเฉิงนี่ตั้งใจเรียนหนังสือดีหรือเปล่า? เดี๋ยวกลับมา หนูจะตรวจการบ้านเขาให้ดี ถ้าสอบไม่ดีจะจัดการให้เข็ด!"
พูดถึงลูกชาย จิตใจหลี่เฟินหลานจึงค่อยยังชั่วขึ้น น้ำตาคลอแต่ก็ยิ้มออกมาว่า "หมิงเฉิงรู้จักเรียนหนังสือ ทุกคืนต้องอ่านหนังสือจนดึก"
สองแม่ลูกคุยกันเรื่องการเรียนพักใหญ่ บรรยากาศอึมครึมโศกเศร้านั้นจึงค่อยๆ จางหายไป เซี่ยอวิ๋นซูถอนหายใจโล่งอก หล่อนไม่กลัวถูกตรากตรำ ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย กลัวแต่แม่ต้องร้องไห้...
ความเสียดายที่หลงเหลือในชาติก่อน ชาตินี้หล่อนจะชดเชยมันทีละเล็กทีละน้อย
ทางด้านนั้น ลู่จือสิงพาลูกชายของโจวซินเยวี่ยไปส่งโรงพยาบาล ยุ่งอยู่นานพักใหญ่ กว่าหมอจะถือผ้าพันแผลออกมา "ไม่เป็นอะไรมาก แค่ผิวถลอกเท่านั้น"
โจวซินเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังคงร่ำไห้สะอึกสะอื้น จ้องมองเขาประหนึ่งมองตะวันฉาย "พี่จือสิง ถ้าไม่มีพี่ ฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยค่ะ"
ลู่จือสิงคิดถึงความเย็นชาของเซี่ยอวิ๋นซูในวันนี้ ไม่รู้ทำไมในใจถึงรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้ปลอบโยนโจวซินเยวี่ยอย่างอ่อนโยนเช่นเคย แต่กลับไปจ่ายค่ายาเสียก่อน แล้วจึงเอ่ยปากว่า "ซินเยวี่ย ที่บ้านฉันยังมีธุระอีกหน่อย เสี่ยวเหว่ยไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นฉันกลับก่อน"
โจวซินเยวี่ยเม้มปาก "กลัวพี่สะใภ้เข้าใจผิดรึเปล่าคะ? ดิฉันไปอธิบายให้ฟังก็ได้นะ"
ลู่จือสิงบีบสันจมูก "ไม่ต้องแล้ว หล่อนไม่ใช่คนไม่เข้าใจอะไร"
ก่อนหน้านี้เพื่อรักษาชื่อเสียงของโจวซินเยวี่ย เขาทำเกินไปจริงที่เอาอวิ๋นซูไปขังในแผนกจิตเวช หล่อนโกรธก็ถูกแล้ว ในเมื่อหล่อนเข้าใจผิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโจวซินเยวี่ย หากให้โจวซินเยวี่ยไปอธิบายก็มีแต่จะยิ่งวุ่นวาย
วันนี้แม้แต่คำว่าหย่าหล่อนก็พูดออกมาแล้ว เขาจะไม่เพิกเฉยต่อความรู้สึกของหล่อนอีกต่อไปไม่ได้แล้ว
หลังจากลู่จือสิงนั่งรถกลับไปแล้ว โจวซินเยวี่ยเดินไปนั่งข้างลูกชาย ไม่มีทีท่าห่วงใยเลยแม้สักนิด กลับมองเขาด้วยความรังเกียจ "ไร้ประโยชน์จริง ให้ล้มทีก็แค่ถลอกนิดหน่อย! แค่นี้จะดึงลุงลู่ของแกไว้ได้รึ?"
เสี่ยวเหว่ยปีนี้ยังไม่ถึงห้าขวบ เขาตัวเล็กผอมแห้ง ดูเหมือนจะกลัวโจวซินเยวี่ยมาก "แม่ครับ ขอโทษครับ"
โจวซินเยวี่ยขี้เกียจสนใจเขา เดินตรงไปทางออก "ไสหัวลงมากลับบ้านกับฉัน แผลแค่นี้ยังต้องนอนโรงพยาบาลอีกหรือ?"
เสี่ยวเหว่ยห่อเหี่ยวก้มหน้างุด ไม่กล้ามองหล่อน ตัวเองจากเตียงลงมา เดินตามหลังโจวซินเยวี่ยไปเงียบๆ ผ้าพันแผลที่พันรอบเข่ามีเลือดซึมออกมาตามการเดิน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากปริบ...
ลู่จือสิงปั่นจักรยานกลับบ้าน ระหว่างผ่านร้านขายของสหกรณ์ก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหยุดแล้วเดินเข้าไปซื้อขนมเปี๊ยะใส่ไส้ฮวาไห่ถังห่อหนึ่ง เขาจำได้ว่าเซี่ยอวิ๋นซูเหมือนจะชอบกินขนมหวานแบบนี้มาก ต่อมาเพราะเขาไม่ชอบ หล่อนก็เลยไม่ค่อยซื้ออีก
กลิ่นหอมหวานเลี่ยนมาดีกลิ่นนั้นลอยออกมาจากอ้อมอก เขาอดยิ้มไม่ได้ ตั้งแต่แต่งงานกันมานี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาซื้อขนมให้หล่อนกิน
แบบนี้ หล่อนจะได้ไม่โกรธมากแล้วกระมัง? คำว่าหย่าน่ะ จะพูดไปก็เท่านั้น เรื่องระหว่างผัวเมียหากพูดพร่ำเพรื่อก็ทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป
ฤดูหนาวของไห่เฉิงฟ้ามืดเร็วมาก เมื่อถึงบ้านก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่าแล้ว ฟ้ามืดสนิทไปหมด แต่เรือนที่เขาอาศัยกลับมืดมิดไร้แสงไฟ...