ผ้าห่มเนื้อนิ่มบนตัวเลื่อนหลุดลงเบา ๆ คลาริสลูบไล้พลางสัมผัสถึงไออุ่น ดวงตาฉายแววอ่อนโยน
“ตื่นแล้วหรือ อาหารเช้าอยู่บนโต๊ะ”
“…ทราบแล้วค่ะ~”
แม้สถานการณ์เช่นนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่คลาริสก็ยังรู้สึกว่าตนเองชื่นชอบท่านฉีมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากพูดตามตรง พวกเขามีความสัมพันธ์เป็นญาติคนไข้กับหมอเท่านั้น
ทว่าความอ่อนโยนของท่านฉี ล้ำเกินขอบเขตของความสัมพันธ์เช่นนี้ไปไกล
แท้จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้เลย เหตุใดกัน?
จิตใจของสาวน้อยครุ่นคิดวกวน
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ คลาริสนั่งลงที่หน้าโต๊ะ ทานอาหารเช้าอย่างเรียบร้อย เคี้ยวช้า ๆ ทีละน้อย ๆ
ถึงแม้หากไม่ทานก็จะได้ยินท่านฉีพูดกับเธอว่า ‘ไม่ทานอาหารเช้าไม่ดีต่อร่างกายนะ’
แต่การแสดงความห่วงใยแบบจงใจชี้นำเช่นนั้น เธอไม่ต้องการหรอก
ในบ้านของท่านฉีมีสิ่งมหัศจรรย์อยู่ไม่น้อย
เช่น โต๊ะอาหารตัวนี้เป็นต้น
อาหารร้อนที่วางบนโต๊ะหนึ่งวันหนึ่งคืนก็ไม่เย็น ชิ้นแอปเปิลฝานก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการออกซิเดชั่น
ทานอาหารเช้าเสร็จ คลาริสมองเวลา
อีกไม่กี่ชั่วโมง การรักษาของมารดาก็จะสิ้นสุดลง
แล้วมองดูภาชนะที่ถูกโต๊ะอาหารกลืนลงไปใน ‘ท้อง’ เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ จากนั้นมองกระท่อมไม้ไผ่ที่สะอาดเป็นระเบียบ
หัวใจของสาวน้อยที่อยากช่วยท่านฉีแบ่งเบางานเท่าที่จะทำได้ ได้แต่เต้นเป็นจังหวะที่ไร้หนทาง
ทว่ามีเรื่องหนึ่ง…ที่ท่านฉีลงมือทำด้วยตนเองมาตลอด
นางสงสัยมานานแล้ว
คนตัวเล็กสองคนในหัวตีกันอยู่ครู่หนึ่ง คลาริสตัดสินใจถามข้อสงสัยที่เก็บกดมานาน
เดินมาถึงข้างกายท่านฉี ยืนอย่างสง่างาม รักษาท่วงท่าการยืนแบบสุภาพสตรี
“ท่านฉี มีเรื่องหนึ่ง…ข้าอยากถามท่านมานานแล้ว”
“ถามมาเถิด”
“บ้านหลังนั้นที่อยู่ไม่ไกล ใช่บ้านของท่านด้วยหรือไม่”
ตลอดห้าปี เวลามาเยี่ยมท่านฉีตามปกติ นางมักพบเห็นเขาไปทำความสะอาด หรือกำลังเดินทางกลับกระท่อมไม้ไผ่หลังจากทำความสะอาดเสร็จ
และบางครั้ง ก็เห็นเขากำลังตัดแต่งพรรณไม้หนาทึบสองข้างทางเดิน
ทางเดินนั้น ก็สามารถมาถึงกระท่อมไม้ไผ่ได้เช่นกัน
ฉีจือมู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้าเบา ๆ “…ไม่ใช่บ้านของข้า”
คลาริสไม่ได้ประหลาดใจนัก
นางคาดเดามานานแล้ว หากใช่ เหตุใดท่านฉีต้องอาศัยในกระท่อมไม้ไผ่นี้เล่า
“ถ้าอย่างนั้น…ทำไมท่านต้องไปทำความสะอาดบ้านหลังนั้นบ่อย ๆ”
“ที่นั่นคือบ้านของอาจารย์ข้า นานมาแล้ว นางใช้วิธีพิเศษย้ายบ้านมาที่นี่ แต่ตอนนี้กลับลืมเอามันกลับไป” ฉีจือมู่อธิบายเสียงเบา
คลาริสถึงได้สังเกตว่า สายตาของท่านฉีดูเหมือนจะมองไปที่นั่น
ทว่าประโยคที่ว่าลืมเอามันกลับไป ฟังแล้วค่อนข้างงุนงง
หมายความว่าขนย้ายไปทั้งหลังเหมือนขนย้ายเฟอร์นิเจอร์หรือ
“แล้วการตัดแต่งพรรณไม้ริมทางเดิน…เพื่ออะไรกัน”
คงไม่ใช่เพื่อให้ผู้อื่นหาทางมากระท่อมไม้ไผ่ได้ง่าย ๆ หรอกกระมัง ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล แต่นางรู้ว่าท่านฉีเป็น ‘คนติดบ้าน’ ที่ไม่ย่างเท้าออกนอกประตู
“กลัวอาจารย์ลืมทางกลับบ้าน” ฉีจือมู่กล่าวเช่นนี้
“……” คลาริสตะลึงงันไปชั่วขณะ
จากประโยคนี้ นางได้ยินถึงความเศร้าโศกบางอย่าง เห็นได้ชัด ไม่ผิดแน่
เหตุใดท่านฉีจึงเศร้าโศก
หรือว่าอาจารย์ของเขาจากโลกนี้ไปแล้ว…ไม่ใช่ ๆ!
นางส่ายศีรษะเพื่อสลัดความคิดวกวนออกไป แล้วพบว่าฝ่ามือของท่านฉีวางลงบนศีรษะของนาง
“ระหว่างทางที่อาจารย์ไล่ตามจุดหมายปลายทางบางอย่าง นางได้สูญเสียและหลงลืมสิ่งของและเรื่องราวมากมาย…บางทีอาจรวมถึงบ้านของนางด้วย”
“ข้าเชื่อมั่นว่า หากวันหนึ่งนางบรรลุถึงจุดหมายปลายทางนั้นดังปรารถนา ต้องนึกถึงสิ่งที่ลืมไปมากมายขึ้นมาได้แน่ และต้องกลับบ้านแน่นอน”
“ข้าช่วยอะไรนางไม่ได้ ทำได้เพียงเฝ้าดูแลบ้านให้นาง”
สัมผัสถึงไออุ่นจากฝ่ามือบนศีรษะ ในใจของคลาริสพลันเกิดความอิจฉาและริษยาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อิจฉาอาจารย์ของท่านฉี
แต่ท่านฉีที่ให้ความสำคัญกับความผูกพันถึงเพียงนี้…ช่างน่าชอบเหลือเกิน!
“อาจารย์ของท่านฉี ต้องสำคัญต่อท่านมากแน่ ๆ เลยสินะ”
“แน่นอน หากไร้อาจารย์ ข้าคงตายในกองศพตั้งนานแล้ว”
มิน่าเล่า
คลาริสกระจ่างแจ้ง ความริษยาประหลาดในใจมลายหายไปสิ้น
ที่สามารถสอนศิษย์ที่ยอดเยี่ยมเช่นท่านฉีออกมาได้ อาจารย์ของเขาเป็นผู้ที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“แล้วบ้านเกิดของท่านฉีอยู่ที่ไหนหรือ”
“กลายเป็นฝุ่นในจักรวาลไปนานแล้ว ที่ใดที่ใจของข้าอยู่ ที่นั่นคือบ้านเกิดของข้า”
“ที่แท้เป็นเพราะเหตุนี้ ท่านฉีถึงดีใจที่เมื่อวานข้ากับมารดากลับบ้านได้สินะ”
“ก็ประมาณนั้น”
คำตอบทำเอาคลาริสต้องถอนหายใจอยู่ในใจ
ท่านฉีเจ้าขา ท่านฉี หัวใจของข้าคงเลือกที่นี่เป็นที่พำนักแล้ว ไม่ใช่บ้านเกิดที่ไร้ไออุ่นนั่น
เพียงแต่…ท่านกลับไม่รู้
“คุยกันแค่นี้ก่อนเถอะ ข้าต้องไปที่หลังเขาสักหน่อย”
ฉีจือมู่มองเวลา ฝากคำกำชับไว้
“หากในช่วงที่การรักษาของคุณดูร็องด์สิ้นสุดมีปัญหาอะไร รีบแจ้งข้าทันที ข้าจะกลับมาโดยเร็ว”
คลาริสตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติ
ใช่แล้ว ทุกปีในช่วงเวลานี้ ท่านฉีจะไปที่หลังเขาเพื่อพรวนดินและตัดแต่งกิ่งให้สวนบ๊วยนั้น
ในช่วงก่อนหรือหลังวันใดวันหนึ่งของปีถัดไป ซึ่งท่านฉีดูเหมือนจะเรียกวันนั้นว่าต้าหาน เขาจะไปเด็ดดอกบ๊วยที่กำลังบานสะพรั่ง เพื่อนำมาทำเหล้า
ส่วนรสชาติล่ะหรือ นางเคยลิ้มลองมาหลายครั้ง ทุกครั้งก็ลุ่มหลงจนไม่อยากจาก เป็นรสเลิศที่ทำให้ลืมความทุกข์ไปได้ชั่วคราว
หากถามว่าเครื่องดื่มที่ประทับใจที่สุดในชีวิตคืออะไร ย่อมไม่พ้นเหล้าบ๊วยของท่านฉี
อ้อ ใช่แล้ว ในวันต้าหานนั้น พอดีกับเป็นวันเกิดของท่านฉีด้วย
“ให้ข้ามาช่วยเถอะ ท่านฉี”
“ไม่จำเป็น กระโปรงยาวชุดนี้ของเจ้าไม่เหมาะกับการเดินบนหลังเขา อยู่ที่นี่คอยดูแลมารดาของเจ้าดีกว่า” ฉีจือมู่ยิ้มอ่อนโยน ปฏิเสธความหวังดีของสาวน้อย
ได้ยินดังนั้น คลาริสได้แต่พยักหน้าอย่างจนใจ
เมื่อวานมารดาเกิดอาการป่วยกำเริบกะทันหัน จำใครไม่ได้นอกจากลูกสาว
รีบร้อนไปจึงไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะดวก
ฉีจือมู่ถอดเสื้อกาวน์สีขาว แขวนบนราวแขวน
ดูอุณหภูมิบนรายงานพยากรณ์อากาศ เขาหันศีรษะไปตามความเคยชิน เอ่ยเตือนด้วยเสียงอ่อนโยน
“อากาศค่อย ๆ หนาวขึ้น ผ่านไปสองสามวันก็ไม่เหมาะจะใส่กระโปรงยาวตัวบางอีกแล้ว มิเช่นนั้นจะเป็นหวัดได้ง่าย”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านฉี…ไม่มีอะไรแล้ว…ขอให้ระวังตัว ข้าจะรอท่านกลับมา” สาวน้อยไม่ได้พูดสิ่งที่อยากพูดให้จบ
ฉีจือมู่พยักหน้า ตรงออกประตูไปยังหลังเขา
มองเงาร่างสูงโปร่งของท่านฉีหายไปในสายตา คลาริสใจคอห่อเหี่ยว
นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในฤดูหนาวของทุกปี ท่านฉีจึงใส่เพียงเสื้อกาวน์สีขาวหรือเสื้อคลุมนอกมากที่สุด ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเพิ่มอีก
ตอนแรกนึกว่าเขามีร่างกายแข็งแรง ไม่กลัวความหนาวเหน็บ
ภายหลังถึงได้รู้ว่า เวลาหิมะตก มือของท่านฉีเย็นมาก ราวกับน้ำแข็ง
เห็นได้ว่า เขาใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากความหนาวเหน็บ
คิดถึงตรงนี้ คลาริสก็ตัดสินใจในใจได้
นางจะลงเรียนวิชาหัตถกรรม ถักทอเสื้อผ้ากันหนาวด้วยมือตนเอง เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ท่านฉีในปีนี้
เช่น เสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ