ไม่คิดเลยว่า ปริมาณยาแค่หนึ่งเม็ดจะไม่เพียงพอต่อการรักษาสภาพร่างกายอีกต่อไป
แสงสนธยาลับหายไปหลังขุนเขาตะวันตก ผลัดเปลี่ยนเวรกับจันทร์เสี้ยว
ลมแรงขึ้นเล็กน้อย นำความเย็นเยียบมาเพิ่ม
ฉีจือมู่ถือโอกาสขอตัวออกไปชั่วคราว รีบเพิ่มปริมาณยา หลังจากนั้นสวมเสื้อกาวน์สีขาว และนำเสื้อคลุมไปให้คลาริส
คลาริสไม่ได้คิดอะไรมาก
ห่อหุ้มร่างกายในเสื้อคลุมที่ฉีจือมู่ส่งให้ เด็กสาวซึมซับกลิ่นที่หลงเหลือบนเสื้อคลุมอย่างตะกละตะกลาม กลิ่นที่ทำให้จิตใจสงบ
ในสายตาคนอื่น เธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ค่อยปกติ
ตอนเด็ก ๆ ชอบถามคำถามแปลก ๆ กับผู้ใหญ่ จึงมักถูกคนรุ่นเดียวกันหัวเราะเยาะ ค่อย ๆ ถูกเดียดฉันท์
ตัวอย่างเช่น: มนุษย์มาจากที่ไหน? ใครเป็นผู้สร้างมนุษย์? แล้วโลกนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร?
เธอยังไม่รู้จักเบื่อหน่ายที่จะซักถามเรื่องราวที่เป็นอดีต ที่ถูกเรียกว่ากาลครั้งหนึ่ง
บิดาจากไปก่อนวัยอันควร นอกจากมารดา ก็ไม่มีใครเข้าใจว่าเด็กคนหนึ่งยึดติดกับเรื่องเหล่านี้ไปทำไม
จนกระทั่งได้พบกับคุณฉี ผู้ที่เข้าใจและโอบอ้อมอารีเธอในโลกนี้จึงมีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
ไม่ว่าเธอจะถามคำถามเช่นไร ไม่ว่าคำถามนั้นจะไร้สาระหรือมีคำตอบที่ถูกต้องเป็นมาตรฐานหรือไม่ คุณฉีก็จะตอบด้วยความจริงใจเสมอ
ห้าปีที่รู้จักกับคุณฉี เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายและงดงามที่สุดตั้งแต่เธอจำความได้
และยังเป็นไออุ่นที่นอกจากบ้านอันเป็นอ้อมอกแล้ว ยังสามารถสัมผัสได้ในโลกกว้าง
ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นของเขา หลั่งไหลความอ่อนโยนที่มากพอจะทำให้คนเราตกอยู่ในห้วงภวังค์
ทว่าเด็กสาวกลับมีลางสังหรณ์เลือนรางว่า เบื้องหลังความอ่อนโยนนั้นดูเหมือนจะซ่อนความห่างเหินและความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่
ทุกครั้งที่เธอพยายามเข้าใกล้จิตใจของคุณฉีมากขึ้น ก็จะมีความรู้สึกราวกับชนเข้ากับผนังโปร่งใสเสมอ
คลาริสไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกที่ตนมีต่อคุณฉีนี้ จริง ๆ แล้วนับว่าเป็นความชอบหรือความรัก
บางที... อาจจะใช่?
มารดาเคยกล่าวว่า หากในโลกของคนผู้นั้น สามารถสัมผัสได้ถึงความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บางทีนั่นก็คือรูปแบบหนึ่งของความรัก
"คุณฉี อาการป่วยของแม่ยังคงทรุดลงเรื่อย ๆ ใช่ไหมคะ?" เด็กสาวหยุดความคิดฟุ้งซ่าน
"ใช่"
"ไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาดได้จริง ๆ หรือคะ..."
"ย่อมมีสิ" ฉีจือมู่ยิ้มอ่อนโยนราวกับให้ยาสงบประสาทแก่คลาริส
ดวงตาทั้งคู่ของเด็กสาวเปล่งประกายขึ้นทันที มองเขาอย่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"ขอเวลาอีกสองเดือน ข้าจะรักษาอาการสูญเสียความทรงจำของท่านหญิงดูร็องด์ให้หายขาด คืนแม่ที่แข็งแรงดีให้แก่เจ้า"
"คุณฉีสุดยอดไปเลย~!"
เด็กสาวประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะโห่ร้องด้วยความดีใจ ดวงตาที่ประสานแสงสนธยากับท้องฟ้าราตรีนั้นเป็นประกายระยิบระยับ ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
นางเชื่อมั่นในความสามารถของคุณฉีอย่างไม่มีความสงสัย
"ถึงตอนนั้น เจ้าก็จะได้กลับไปยังบ้านเกิดที่ดาวเพื่อนบ้าน ไม่ต้องพาท่านหญิงดูร็องด์มาที่ป่าเขาลึก ๆ ของข้าบ่อย ๆ"
"......"
ได้ยินคำนี้ ความปิติยินดีบนใบหน้างามของคลาริสก็พลันชะงักไป
บ้านเกิด...
ที่นั่นไม่มีสิ่งใดให้หวนคำนึงถึงมานานแล้ว
นางไม่อยากกลับไป ไม่อย่างนั้นคิดจะพบคุณฉีก็คงไม่ง่ายเหมือนตอนนี้
ตัดสินใจแล้ว—
รอให้อาการสูญเสียความทรงจำของแม่หายขาด นางจะหาโอกาสสารภาพความรู้สึกในใจกับคุณฉี
มันอาจจะขวยเขิน งุ่มง่าม
ทว่าก็เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
แม่เคยกล่าวว่า การเฝ้ารอที่ไม่มีวันสิ้นสุด ท้ายที่สุดอาจนำมาซึ่งความเสียใจ
นางไม่อยากทิ้งความเสียใจเอาไว้
"เรื่องนั้นค่อยว่ากันนะคะ คุณฉี ฉันอยากจะทำนายอนาคตให้คุณ แม่นมากเลยนะ"
พูดพลาง คลาริสก็หยิบไพ่ทาโรต์ออกมาสำรับหนึ่ง
"แม่นแค่ไหน?" ฉีจือมู่หัวเราะเบา ๆ
"แม่นจนเมื่อห้าปีก่อน ทำนายได้คร่าว ๆ ว่ากระท่อมไม้ไผ่ของคุณฉีอยู่ในบริเวณไหน"
"โอ้? เก่งไม่เบาเลยนะ เช่นนั้นก็ลองดู แต่ข้าไม่มีความรู้เรื่องไพ่ทาโรต์เลย จะเป็นอะไรไหม?"
"ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณฉีอยากจะทำนายเรื่องไหนดี? ลองเรื่องความรักก่อนเลยไหมคะ?" คลาริสกดความตื่นเต้นในใจที่กลัวจะถูกปฏิเสธเอาไว้
"หึ... ได้ ข้าต้องทำยังไงบ้าง?"
"ง่าย ๆ เลยค่ะ คุณฉีแค่จั่วไพ่สามใบจากกอง ก็พอ ห้ามแอบดูนะ~"
ฉีจือมู่ไม่ลังเลหรือคิดอะไร จั่วไพ่ตามอำเภอใจ แล้วยิ้มให้เด็กสาวเป็นสัญญาณว่าดำเนินขั้นตอนต่อไปได้เลย
คลาริสแทบรอไม่ไหวที่จะพลิกไพ่ใบแรก
วินาทีที่เห็นหน้าไพ่ รอยยิ้มบนใบหน้าเธอก็แข็งค้างไปชั่วขณะ
กลายเป็นไพ่สามดาบ...
เริ่มต้นไม่ดีเสียแล้ว
เธอพลิกใบที่สองต่อไป
สิบดาบ!!
ใบหน้าน้อย ๆ ซีดเผือดขึ้นเล็กน้อย นิ้วมือของคลาริสสั่นเทาเล็กน้อยขณะพลิกใบสุดท้าย
ดาวฤาษีกลับหัว...
"เป็นอะไรไป? ข้าจั่วได้ไพ่ที่เป็นลางร้ายมากหรือ?" เมื่อเห็นสีหน้าของนางไม่สู้ดี ฉีจือมู่ก็ถามเบา ๆ
"เปล่าค่ะ ๆ! ด...ดีมาก! ฉันตกใจที่จั่วได้ชุดไพ่ที่หายากขนาดนี้ต่างหาก..."
คลาริสรีบส่ายหน้า กัดฟันกรอดในใจ ข้ามขั้นตอนการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนแล้วพูดข้อสรุปที่ตรงข้ามกับความหมายโดยสิ้นเชิง
"อนาคตคุณฉีจะได้จับมือกับคนที่รักสุดหัวใจ ต่างฝ่ายต่างเป็นที่พักพิงของหัวใจซึ่งกันและกัน พูดง่าย ๆ ก็คือรักนิรันดร์ค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ... เช่นนั้นก็ขอรับคำอวยพรจากนักทำนายผู้ยิ่งใหญ่: ท่านคลาริสแล้วกัน"
เมื่อเห็นรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความเชื่อใจของฉีจือมู่ มือซ้ายของคลาริสใต้โต๊ะก็อดไม่ได้ที่จะกำแน่น
ความหมายที่แท้จริงของชุดไพ่นี้ คือความปวดร้าวในหัวใจอย่างล้ำลึกจนนำไปสู่การสิ้นสุดของความสัมพันธ์ และนำมาซึ่งความสิ้นหวังที่ตราตรึง
และในที่สุด อนาคตอันสดใสที่เคยฝันใฝ่ ก็สูญเสียความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นจริงทั้งหมด
การทำนายไม่ใช่ของวิเศษ ความแม่นยำก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่... คลาริสจมดิ่งสู่ความสงสัยในตัวเองอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก
คุณฉีรักษาโรคให้ผู้ป่วย ไม่ว่าอาการหนักหนาสาหัสเพียงใด ก็เรียกรับค่ารักษาเพียงเล็กน้อยตามสัญลักษณ์เท่านั้น
ในห้าปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายเป็นเครดิตที่ใช้ในการรักษาอาการความจำเสื่อมของมารดา ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของค่าโดยสารยานอวกาศจากบ้านเกิดมายังดาวเคราะห์ดวงนี้
ด้วยความใจดีและอ่อนโยนต่อชีวิตผู้อื่นเช่นนี้ เหตุใดเขาต้องเผชิญกับอนาคตแบบนั้นด้วย?
...คงไม่ใช่...เพราะตัวเองหรอกนะ?
ผิดแล้ว ๆ ตัวเองจะทำร้ายคุณฉีได้ยังไงกัน?!
การทำนายครั้งนี้ คงจะไม่แม่นเป็นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม เปลวไฟแห่งความเฟ้อฝันในอนาคตในใจของคลาริสก็ดับลงชั่วคราวเพราะเรื่องนี้
เด็กสาวความคิดบริสุทธิ์ อารมณ์ที่ตกต่ำลงอย่างเงียบเชียบ ถูกฉีจือมู่สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เปิดโปง เพราะนั่นคือคำโกหกสีขาวของเด็กสาว
ดูแล้ว ผลการทำนายคงจะตรงกันข้ามกับที่นางพูด
ตัวเขาที่กำลังจะตาย จะจับมือกับคนรักสุดดวงใจ หรือจะมีรักนิรันดร์มาจากไหนกัน?
การตายอย่างสงบเพียงลำพังคือจุดจบที่ลิขิตไว้และเขาเป็นคนเลือก
เพียงแต่... ชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะทิ้งความเสียใจไว้ได้บ้าง
เรื่องงานวิจัยชิ้นนั้น อาจารย์คงไม่เปลี่ยนใจเป็นแน่
เขาไม่สามารถโน้มน้าวได้
ดึกแล้ว
คลาริสแบกความกังวลหนักอกไว้มากมาย ซบลงบนโต๊ะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ฉีจือมู่อุ้มนางขึ้นอย่างแผ่วเบา ย้ายไปวางบนเตียงไม้ไผ่ที่ปูฟูกนอนนุ่ม ๆ แล้วห่มผ้าห่มให้เรียบร้อย
หลังจากตรวจดูภายในแคปซูลทางการแพทย์ว่าท่านหญิงดูร็องด์ไม่มีอะไรผิดปกติ จึงเข้าไปในมิติซ้อนทับเพื่อทำภารกิจที่ยังคั่งค้างของตนต่อไป
เมื่อมองไปยังชิ้นส่วนโลหะอันเยียบเย็นบนโต๊ะทำงานโลหะผสม ฉีจือมู่สวมแว่นครอบตาแล้วดำเนินการขั้นต่อไปอย่างเป็นระเบียบ
......
แสงตะวันอุ่นทะลุผ่านกิ่งก้านใบไม้ที่เขียวชอุ่ม ก่อเกิดเป็นลำแสงสีทองเป็นจุดด่างพร้อย โปรยปรายลงบนใบไม้ร่วงหล่นที่กระจายอยู่บนพื้น
ขนตาของคลาริสขยับเล็กน้อย ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ลุกขึ้นนั่งกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างเลื่อนลอย แล้วหยุดนิ่งที่ใบหน้าคมสันด้านข้างของบุรุษที่นั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างมองออกไปไกล ๆ
แสงอรุณคลุมร่างเขาเป็นม่านทองคำดั่งความฝัน
ชั่วขณะนั้น คลาริสก็เลื่อนลอยไปทีละน้อย