ฉีจือมู่กลับถึงเรือนไม้ไผ่ เปิดตู้เซฟหยิบยาพิเศษออกมา เทหนึ่งเม็ดใส่ปาก
ไม่นาน รูปลักษณ์ก็คืนกลับเป็นหนุ่มฉกรรจ์
แบบนี้ร่างกายจะสบายขึ้นมาก ไม่ต่างจากวัยหนุ่ม แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว...
“เหมียว~”
เสียงร้องแผ่วเบาดุจปุยนุ่นดังขึ้นใกล้เท้า หางเสียงยืดยาว ดึงดูดความสนใจอย่างอ่อนโยน
ข้อเท้าสัมผัสถึงความนุ่มฟู ฉีจือมู่ก้มลง แมวสีส้มตัวอ้วนนั่งขดอยู่ข้างเท้า เงยหน้ามองเขา
ในดวงตาคู่ที่ปกติแสนขี้เกียจ ดูเหมือนจะแฝงความกังวลเล็กน้อย
“ข้าไม่เป็นไร”
เก็บยากลับตู้เซฟ ฉีจือมู่ก้มตัวอุ้มเจ้าแมวขึ้นมา ลูบหัวมันเบาๆ
“ถึงเวลาลดความอ้วนแล้วนะ เสียวจวี๋”
“เหมียว~~”
เสียวจวี๋ส่งเสียงอ่อนหวาน ราวกับบอกว่างวดหน้าค่อยว่ากัน
“อีก 100 วัน ข้าก็คงดูแลเจ้าแบบนี้ไม่ได้แล้ว อ้วนไปไม่ดีต่อสุขภาพนะ รู้ไหม”
ดูเหมือนเสียวจวี๋จะเข้าใจ แต่ก็ดูเหมือนไม่เข้าใจทั้งหมด มันเอาหัวคลอเคลียอุ้งมือฉีจือมู่
อุ้งเท้าปุกปุยพาดบนข้อมือเขา ให้ความรู้สึกราวกับไม่อยากจาก
ฉีจือมู่ยิ้ม อุ้มเสียวจวี๋ไปนั่งริมหน้าต่าง
หยิบจงหร่วนที่แขวนอยู่ข้างๆ นิ้วเรียวยาวดีดสายเบาๆ
เสียงท่วงทำนองนุ่มนวลไหลริน ละลายหายไปกับสายลมปลายฤดูใบไม้ร่วง
นอกหน้าต่าง ไม้ไผ่เขียวเอนไหว ยังคงความเขียวขจี ใบเหลืองซีดปลิวร่วงเป็นครั้งคราว
สวนบ๊วยบนเนินเขาไกลๆ นั้น ได้เริ่มสะสมความหอมจางๆ เพื่อผลิบานในฤดูหนาวอย่างเงียบๆ แล้ว
เสียวจวี๋หมอบบนตักฉีจือมู่ สายลมที่พัดผ่านขอบหน้าต่างมีความเย็นเล็กน้อย มันค่อยๆ ขดตัวเป็นก้อนกลมโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางท่วงทำนองยืดยาว ลมหายใจของเสียวจวี๋ค่อยๆ สม่ำเสมอ
ใบไผ่โปรยบางในยามเย็น ตัดขาดจากเงาเขียวขจี สายลมหนาวเคล้าสายพิณริมหน้าต่าง เอ่ยเสียงเปล่าเปลี่ยว
ลมผ่านยอดไผ่ พัดพาเสียงพิณสุดท้ายจางหาย กระตุกความคิดคำนึงของฉีจือมู่
เหรินเหมยชื่นชอบเครื่องดนตรีประเภทหร่วนมาก
นางไม่เคยตั้งใจสอนฉีจือมู่ แต่เขากลับเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้การซึมซับ
เห็นดังนั้น เหรินเหมยจึงมอบจงหร่วนให้เขาตัวหนึ่ง
นางยังชอบขนมหวานหอมกรุ่น โดยเฉพาะที่ทำจากส่วนผสมเกี่ยวกับดอกบ๊วย
ก็ไม่เคยตั้งใจสอนฉีจือมู่อีกเช่นกัน เขายังคงเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้เวลาหลายปี ทำขนมที่แม้แต่อาจารย์ก็หาจุดติเตียนไม่ได้
นับแต่นั้น ก่อนสำเร็จเป็นศิษย์ เขาเป็นคนทำอาหารทุกมื้อ
ความรู้ที่อาจารย์สอน ส่วนใหญ่เกี่ยวกับบทเรียนแห่งชีวิต
ย้อนมองอดีตอันอบอุ่น จิตใจฉีจือมู่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ชาตินี้เขาโชคร้าย แต่ก็โชคดี
ตอนอายุหกขวบ เขาล้มป่วยท่ามกลางไฟสงครามวันสิ้นโลก พร้อมกับผู้ลี้ภัยหลายกลุ่ม ติดเชื้อไวรัสมรณะ
ภาพเลือนรางก่อนหลับตาคือเหรินเหมย
ภาพเลือนรางหลังลืมตาก็คือเหรินเหมย
“เจ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไหม”
นางเอ่ยถามเช่นนั้น น้ำเสียงว่างเปล่า ฟังไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร
“…อยาก…”
เขาตอบเช่นนั้น เรียบง่าย เหลือเพียงคำเดียวจากสัญชาตญาณเอาตัวรอด
ดังนั้น ฉีจือมู่จึงรอดชีวิต
เหรินเหมยไม่ได้สัญญาอะไร ใช้เวลาหลายปี วิเคราะห์ไวรัสสำเร็จ และรักษาเขาซึ่งเป็นร่างทดลองหาย
อายุสิบเอ็ดปี กลายเป็นศิษย์ของเหรินเหมย
เรียนได้เร็วและมาก วันเวลาอิ่มเอม
อายุสิบแปดปี อาจารย์โกรธเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ลงโทษฉีจือมู่ผู้กระทำผิดอย่างหนัก
รายละเอียดที่แน่ชัดเขาจดจำไม่ค่อยได้ จำได้เพียงว่าเกี่ยวกับการละเมิดกฎ
“เหมียว~”
เสียวจวี๋กระโดดลงพื้นทันใด
ฉีจือมู่หลุดจากห้วงคำนึง มองท้องฟ้า แววตาฉายความประหลาดใจจางๆ
แขวนจงหร่วนกลับที่เดิมอย่างระมัดระวัง แล้วก้าวออกไปนอกประตู
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีม่วงเข้ม จูงหญิงวัยกลางคนที่สวมผ้าคลุมศีรษะ สายตาดูเลื่อนลอย เดินมาทางเรือนไม้ไผ่
“ท่านฉี!”
เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งนั่น หญิงสาวก็โบกมือจากระยะไกล สีหน้าค่อนข้างซับซ้อน
มีทั้งความหวัง และความกังวล
หญิงสาวผมม่วง
ฉีจือมู่เข้าใจว่าเหตุใดทั้งสองจึงมาที่นี่ เมื่อพวกนางเข้ามาใกล้ เขาก็ยิ้มผงกศีรษะ
“เชิญตามข้ามา”
หญิงสาวคุ้นเคยทางดี จูงมารดาตามฉีจือมู่เข้าไปในเรือนไม้ไผ่ เข้าสู่ทางเดินที่แยกเป็นอีกโลกหนึ่ง
ใครมองจากภายนอกก็คงไม่มีทางคิดว่าในเรือนไม้ไผ่ธรรมดาๆ จะซ่อนห้องรักษาพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครันไว้
“เชิญนอนลง คุณดูร็องด์”
หญิงวัยกลางคนสบตาคู่เปี่ยมสันติและไมตรีนั้น ความเลื่อนลอยบนใบหน้ามิได้ลดลง นางหันไปมองหญิงสาวข้างกายโดยสัญชาตญาณ
“แม่ ท่านฉีเป็นหมอมารักษาโรคให้แม่ ไม่ต้องกังวลนะ อีกไม่นานแม่ก็จะนึกออกแล้ว”
“อ้อ... ได้...” ดูร็องด์ทำตามคำ
ผ่านการตรวจวินิจฉัยหลายขั้นตอน ผลวินิจฉัยแตกต่างจากคราวก่อนเล็กน้อย
ติดเครื่องมือรักษาบนศีรษะดูร็องด์ ฉีจือมู่กดปุ่ม ปิดห้องรักษาและเริ่มการรักษา
“การรักษาครั้งนี้ใช้เวลา 17 ชั่วโมง ไปรอข้างนอกเถิด”
“…เพิ่มขึ้นถึง 3 ชั่วโมง นี่...” คลาริสมีสีหน้ากังวล ใบหน้าเล็กปรากฏความหวาดหวั่น
“ไม่ต้องห่วง ดูหน้าตาเจ้าคงยังไม่ได้กินข้าว ไปกินอะไรก่อนค่อยว่ากัน” ฉีจือมู่ลูบผมยาวสีม่วงอ่อนของคลาริสเบาๆ
นามเต็มของหญิงสาวคือ คลาริส ดูร็องด์ เป็นผู้อยู่อาศัยในโลกข้างเคียง
ตามหาหมอเพื่อรักษาโรคความจำเสื่อมของมารดามาหลายปี สุดท้ายผ่านข่าวลือต่างๆ นำไปสู่ฤๅษีที่ปลีกวิเวกจากโลกวุ่นวายบนดาวข้างเคียง นั่นคือท่านฉี
ดูร็องด์มารักษากับฉีจือมู่เป็นเวลาห้าปีแล้ว อาการยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
จากเดิมที่มาปีละครั้ง ตอนนี้ไม่ถึงสองเดือนก็ต้องมา
เวลาที่ใช้รักษาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ห้องรับแขก
ขนมที่ปกติอร่อยล้ำเลิศ ตอนนี้คลาริสกลับแทบไม่รู้รส
จิตใจของนางส่วนใหญ่อยู่ที่อาการป่วยของมารดา
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันหนึ่ง มารดาจะลืมทุกสิ่งรวมทั้งตัวนางโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางจำได้อีก
เมื่อเห็นหญิงสาวมีท่าทีเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้ง ฉีจือมู่ถอนหายใจในใจ รินเหล้าบ๊วยให้นางหนึ่งแก้ว
เหล้าที่บ่มไม่ถึงสองปี
ไม่ต้องพูดถึงสาวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองเมื่อตอนยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ยังไม่เมา
เหล้าใสรสหวานมีสีเหลืองอ่อนจาง ส่งกลิ่นหอมสดชื่นรัญจวน
เพียงได้กลิ่น คลาริสก็อดไม่ได้ที่จะจิบไปครึ่งแก้ว ใบหน้างามปรากฏเลือดฝาดจางๆ
กลิ่นหอมสง่าของดอกบ๊วยตลบอบอวลในปาก คลายความกังวลในใจสาวน้อยลงบ้างเล็กน้อย
“ขอบคุณ ท่านฉี...”
“แค๊กๆๆ—”
ยังไม่ทันที่คลาริสจะเอ่ยขอบคุณจบ ฉีจือมู่ก็ไออย่างรุนแรงกะทันหัน หันหลังให้คลาริสแล้วเอามือปิดปาก สะกดกลั้นความอึดอัด
“ท่านฉี ท่านไม่เป็นไรนะ?!” ใบหน้าคลาริสฉายแววตึงเครียดและห่วงใย
ชำเลืองมองสีแดงฉานในอุ้งมือ ฉีจือมู่ส่ายศีรษะอย่างเนียนๆ น้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ
“…ไม่เป็นไร ใกล้เข้าฤดูหนาว คงจะถูกความเย็นเมื่อคืน”