“เอาสิ ฉันรู้ว่านายอุตส่าห์วางแผนเสียใหญ่โตจนต้อนฉันจนมุม ก็เพราะอยากได้สิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ”
เจียงสวินเบือนหน้าหนี ดวงตาจับจ้องคราบน้ำบนผนังเขม็ง
“ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้”
“ฉันไม่ได้มาบีบบังคับเธอจริง ๆ”
เผยจืออี้จ้องใบหน้าด้านข้างของเขา ก่อนหัวเราะเยาะ
มือที่กำลังขยับหยุดลง เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะปิดบังอะไร
“แสร้งทำเป็นอะไร”
“นายก็ต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ”
“เอาสิ จะจับจะเล่นยังไงก็ตามใจ”
น้ำเสียงราบเรียบเสียจนขนตรงท้ายทอยของเจียงสวินลุกชัน
“วันนี้อยากเล่นแบบไหนก็ได้ เอาตามที่นายชอบ ฉันรับรองว่าจะกัดฟันเงียบตลอด ไม่ส่งเสียงสักแอะ”
เธอก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว เนื้อผ้าชุดนักเรียนแทบจะเสียดสีกับเสื้อผ้าของเขา
“ฉันคิดบทไว้ให้นายหมดแล้ว”
“วันนี้นายก็จัดการฉันให้เสร็จ แล้วมีเมตตายกค่าเช่าห้องครึ่งปีนี้ให้ฉันไปเลย”
……
บทพูดนี้เขาเป็นคนเขียนเอง
ตอนนั้นยังทำเครื่องหมายไว้ด้วยว่าเป็นฉากเด่น
จากนั้นก็ใช้แอ็กเคานต์รองไปตอบในช่องคอมเมนต์ว่า ‘ดราม่าถึงใจแล้วใช่ไหมทุกคน’
เอาละ ตอนนี้ดราม่าถึงใจเขาเองแล้ว
เจ้าของร่างเดิมตอนนั้นงงเป็นไก่ตาแตก
เขาแค่มาเก็บค่าเช่า แต่กลับถูกอีกฝ่ายลากเข้าห้องน้ำโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
สมองค้างไปชั่วขณะ คิดในใจว่าผู้เช่าคนนี้ต้องป่วยแน่ ๆ
แล้วก็หันหลังเดินออกไป
ไม่แม้แต่จะมองเธอสักแวบ
สำหรับเธอแล้ว นั่นต่างหากคือมีดที่แทงใจที่สุด
ที่เธอต้องต้อนตัวเองมาถึงขั้นนี้ ก็เพราะคำพูดที่หลินซืออวี่เอาไปปล่อยข้างนอก
บอกว่าคุณชายเจียงชอบอะไรแบบนี้ บอกว่าไม่ช้าก็เร็วเธอต้องเอาตัวเข้าแลกค่าเช่า
เธอเชื่อ แล้วก็ยอมเสี่ยงทุกอย่าง
แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับคิดว่าเธอประสาท แล้วหันหลังเดินจากไป
เพราะอย่างนั้น อีกหกปีต่อมาเขาถึงได้นอนอยู่ในห้องใต้ดินของตึกเธอ
มีท่อระโยงระยางเต็มตัว
ตายก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่รอด
แผ่นหลังของเจียงสวินแนบกับกระเบื้อง ความเย็นไต่ขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง
เขาไม่หันไปมอง แต่เอื้อมมือคลำไปทางชั้นวางพลาสติกข้างตัว
มือแตะโดนผ้าผืนหนึ่ง เขาดึงลงมา เป็นผ้าเช็ดตัว
เขาสะบัดมันออก แล้วคลุมลงบนไหล่ของเธอ
หลังมือเฉียดไหล่เธอ
แค่สัมผัสเดียว
ผิวเนียนละเอียดอย่างไม่น่าเชื่อ เย็นนิด ๆ ลื่นจนปลายนิ้วเขาแทบคว้าผ้าเช็ดตัวไว้ไม่อยู่
คนที่แม้แต่มื้อดี ๆ ยังแทบไม่มีปัญญากิน กลับมีพื้นฐานร่างกายดีขนาดนี้ได้ยังไง
แนวกระดูกไหปลาร้าคมชัดราวกับถูกสลักขึ้นมา
ผิวบริเวณแอ่งไหล่ขาวจนแทบโปร่งแสง ใต้ผิวเห็นเส้นเลือดสีเขียวจาง ๆ เลือนราง
ถัดลงไปเป็นเงาลึกสายหนึ่ง
ใต้ชุดนักเรียนไม่มีอะไรสวมอยู่เลย รูดซิปขึ้นจนสุดก็ยังปิดส่วนที่ควรปิดไม่ได้สักนิด
สายตาของเจียงสวินหยุดอยู่ตรงเส้นนั้นไม่ถึงครึ่งวินาที ก่อนเด้งกลับไปจับจ้องผนังทันที
เขาจ้องหลอดไฟเหนือศีรษะที่แกว่งไปมา ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง
สมกับเป็นสิ่งที่เขาเขียนขึ้นมาเองจริง ๆ
คำว่าสวยมาแต่เกิดไม่ได้พูดเกินจริงเลย
……ตอนเขียนไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอเห็นกับตาแทบเก็บอาการไม่อยู่
เผยจืออี้รู้ตัวว่าเขามองอยู่ ไหล่จึงหดลงเล็กน้อย
แก้มซีดขาวมีสีแดงระเรื่อขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ไม่นานก็จางหายไป
เธอกำผ้าเช็ดตัวไว้แน่นตรงหน้าอก เงยหน้ามองเขา
มองอยู่นาน
บนใบหน้านั้นไม่มีอะไรเลย
ไม่มีความโลภ ไม่มีแผนการ
แต่แววเยาะเย้ยในดวงตาของเธอกลับยิ่งเข้มข้นขึ้น
“นายเสแสร้งเก่งจริง ๆ”
เจียงสวินได้ยินแล้วก็ไม่โกรธ เขาพิงหลังกับกำแพง เริ่มคิดคำนวณ
ตอนนี้อยู่มัธยมปลายปีสาม ภาคเรียนแรก อีกไม่ถึงครึ่งปีก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว
อีกสองปีจากนี้ เธอจะได้รับเงินลงทุนก้อนแรกระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย
หกปีต่อมา ประตูห้องใต้ดินจะเปิดออกต้อนรับเขา แล้วเขาก็จะได้เสวยสุข
เรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดคือ เจ้าของร่างเดิมจนตายก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด
หลินซืออวี่ใช้ชื่อเขารังแกเผยจืออี้สารพัด แต่เขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่เผยจืออี้ทำหน้าเย็นชาใส่ เขาก็คิดแค่ว่าผู้หญิงคนนี้ประหลาดชะมัด
แล้วสุดท้ายก็ตาย
ตายอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
หกปี
พอแล้ว
แผนง่ายมาก
ตอนเลือกคณะกับมหาวิทยาลัยก็สมัครที่ต่างมณฑล ยิ่งไกลยิ่งดี
ก่อนจะไปก็เพิ่มคะแนนความชอบขึ้นมาสักหน่อย อย่าให้เธอแค้น แล้วค่อยหายตัวไปจากโลกนี้
เธอคงไม่มีเหตุผลไปแก้แค้นคนที่หายไปจากชีวิตของเธอหรอกมั้ง
ในฐานะนักเขียนนิยายที่เจอสารพัดเรื่องในช่องคอมเมนต์นิยายหญิงมาสามปี และเข้าใจจิตใจคนอ่านอย่างทะลุปรุโปร่ง
เจียงสวินมั่นใจในแผนนี้สุด ๆ
“เมื่อกี้ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ”
เขาหันกลับไป สบตาเธอตรง ๆ
“เรื่องค่าเช่า ไว้พวกเธอมีเงินเมื่อไหร่ค่อยจ่ายก็ได้”
เผยจืออี้ชะงักไป
เธอจ้องใบหน้านั้น พยายามค้นหาความโลภหรือแผนการสักนิด อย่างน้อยก็สักเสี้ยวเดียว
ค้นอยู่นาน
แต่ไม่เจออะไรเลย
“……ก็ได้”
เธอกระชับผ้าเช็ดตัว แล้วพยักพเยิดไปทางประตู
“ถ้านายไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ ก็ออกไปตอนนี้ อย่ามายืนอยู่ในที่อับชื้นแบบนี้ เดี๋ยวรองเท้าสกปรกเปล่า ๆ”
ให้ตายสิ
ผู้เช่าที่ค้างค่าเช่าครึ่งปี กลับไล่เจ้าของบ้านไปได้หน้าตาเฉย
อย่างน้อยบ้านโทรม ๆ หลังนี้ก็มีชื่อฉันเป็นเจ้าของนะเฮ้ย
ถ้าไม่เห็นแก่ที่ต่อไปเธอจะใช้มีดผ่าตัดคุยกับคนอื่นล่ะก็
ฉันจะทำให้เธอได้เห็นว่าหน้าตาอันน่ารังเกียจของนายทุนเป็นยังไง
แต่คิดไปคิดมาก็ได้แค่คิด
เขากลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไป
“ฉันไป”
“ตอนนี้เลย”
เดินไปได้สองก้าว เขาก็หยุดลงโดยไม่หันกลับมา
“จริงสิ...รถเข็นของน้องสาวเธอเก่าเกินไปแล้ว แกนล้อขึ้นสนิมหมด”
“เดี๋ยวฉันหาอันที่ดีกว่านี้มาให้”
นิ้วของเผยจืออี้ที่จับชายผ้าเช็ดตัวไว้ค่อย ๆ กำแน่นขึ้นทีละนิ้ว
บนโลกนี้ นอกจากเธอแล้ว ไม่มีใครถามเลยว่ารถเข็นของสวี่สวี่เข็นลื่นดีหรือเปล่า
แม้แต่เธอเองก็เกือบชินกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดนั่นแล้ว
เจียงสวินเดินไปถึงประตู เอื้อมมือดึงลูกบิดสองครั้ง
ไม่ขยับเลยสักนิด
กลอนติดแน่นสนิท
เขาหันกลับไปมอง
“ถ้าเธอตั้งใจจะให้ฉันไปจริง ๆ คงต้องรบกวนช่วยเปิดประตูที่ล็อกจากข้างในให้หน่อย”
เผยจืออี้ได้สติ เธอกระชับผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้ามา
ตอนเสียบกุญแจเข้าไปในรูกุญแจแล้วบิดไปทางขวา นิ้วมือบอบบางย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเฉียดหลังมือของเขา
ทั้งคู่ชักมือกลับพร้อมกัน
ไส้กุญแจดังคลิก
เจียงสวินก้าวออกจากห้องน้ำ กำลังจะเดินตัดห้องนั่งเล่นหนีออกไป
มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตูเหล็ก
เสียงผู้หญิงลอยผ่านบานประตูเข้ามา หางเสียงสูงขึ้น ออดอ้อนเหนียวหนืด
“พี่เจียงสวินอยู่ข้างในไหมคะ?”
“เก็บค่าเช่าเป็นยังไงบ้างคะ พอดีฉันกับเพื่อนสนิทผ่านมาทางนี้ เลยแวะมาดูว่าพี่จัดการธุระเสร็จหรือยัง~”
เจียงสวินยังไม่ทันได้อ้าปาก อุณหภูมิด้านหลังก็เย็นลง
ไม่ต้องหันกลับไป เขาก็รู้ว่าสายตาคู่นั้นกำลังจ้องอยู่ตรงไหน
เผยจืออี้พิงกรอบประตูอยู่
สีหน้าที่เพิ่งผ่อนคลายลง แข็งค้างกลับเป็นเหมือนเดิมทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น
เธอมองเจียงสวินที่อยู่ในห้องนั่งเล่นอย่างเย็นชา มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
รอยยิ้มนั้นทำให้หัวใจเขากระตุกวูบ
“ก็บอกแล้วว่าคนอย่างนายจะใจดีขนาดนี้ได้ยังไง”
เสียงเบามาก ทุกคำเหมือนถูกเค้นลอดไรฟันออกมา
“แสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็รอฉากเด็ดแบบนี้อยู่ใช่ไหม?”
