องค์ชายรัชทายาทตรัสพลางแย้มพระสรวล “เหิงเอ๋อร์ เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว สิ่งที่เจ้าทำ ทั้งขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักล้วนเห็นกับตา ทั้งยังมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จะกลัวคำครหาไปไย?”
“องค์ชายทรงเมตตาชื่นชมถึงเพียงนี้ กระหม่อมรู้สึกละอายใจพ่ะย่ะค่ะ” จางเหิงกล่าวอย่างประหลาดใจ “แต่หากกระหม่อมไปกรมคลัง คันไถใหม่กับกงล้อน้ำของกรมโยธาธิการคงทำค้างไว้กลางคัน อีกทั้งวิธีปรับปรุงเครื่องมืออีกหลายอย่างของกระหม่อมก็ยังมิได้นำมาใช้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น องค์ชายรัชทายาทยิ่งเห็นว่าไม่อาจปล่อยให้จางเหิงอยู่กรมโยธาธิการต่อไปได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเหลือหรือ?
องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์ “กรมโยธาธิการมีผู้มีความสามารถมากมาย แม้ขาดเจ้าไปก็ยังมีคนรับช่วงต่อได้ ความสามารถของเจ้าควรไปสร้างประโยชน์ในตำแหน่งที่สำคัญยิ่งกว่า”
สิ้นพระดำรัส เจิงเหยียนฝูก็ก้าวออกมาคัดค้านทันที “คำกล่าวนี้ไม่ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ความหมายขององค์ชายคือ ตำแหน่งในกรมโยธาธิการไม่สำคัญหรือ? งานที่กรมโยธาธิการทำล้วนเป็นรากฐานของความเป็นอยู่ประชาชน”
ทุกคนรู้ว่ากรมโยธาธิการเป็นกรมที่อ่อนแอที่สุดในหกกรม แต่จะพูดกันตรงๆ เช่นนี้ได้อย่างไร เท่ากับตบหน้าคนทั้งกรมมิใช่หรือ?
ถ้อยคำขององค์ชายรัชทายาททำให้คนทั้งกรมโยธาธิการขุ่นเคือง ต่อให้องค์ชายรัชทายาทมีฐานะสูงส่งและทรงอำนาจ เจิงเหยียนฝูในฐานะเสนาบดีก็จำต้องออกมาแสดงท่าที
ซ่งเหวินหยวนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบออกมากล่าว “องค์ชาย โปรดตรึกตรองคำตรัสด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรัชทายาททรงทราบเช่นกันว่าตรัสผิดไป จึงรีบกล่าวว่า “เราพูดผิดไปแล้ว”
