เช้าวันถัดมา
จางเหิงฝึกฝ่ามือสิบแปดพิชิตมังกรอยู่ในลานด้านหลัง จ้าวเอ้อร์รองผู้บัญชาการองครักษ์ซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับสามัญขั้นต้น ยืนรับมือกระบวนท่ามังกรเหินสู่สวรรค์ของจางเหิงบนลานฝึกยุทธ์ไม่ไหว ถูกเขาซัดกระเด็นออกไปในคราเดียว
ยามจางเหิงวาดฝ่ามือ คล้ายกับว่าเขาได้ยินเสียงมังกรคำรามแว่วมาอย่างเลือนราง
เขาไม่รู้ว่าหากภายหน้าหอบเครื่องขยายเสียงไปต่อสู้ จะช่วยเพิ่มพลังได้หรือไม่
จ้าวเอ้อร์ตบอกตนเองสองสามครั้ง ก่อนลุกขึ้นกล่าวว่า “ซื่อจื่อ ฝีมือของท่านก้าวหน้าอย่างยิ่ง ข้าน้อยเลื่อมใสท่านดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ไหลต่อเนื่องไม่รู้จบ ทั้งยังประหนึ่งแม่น้ำหวงเหอเอ่อล้น ยากจะควบคุม”
“วันนี้ได้ฝึกยุทธ์และรับฝ่ามือจากองค์ชายสักครั้ง ยังมีค่ากว่าข้าน้อยฝึกฝนอย่างยากลำบากมาสิบปี”
จ้าวเอ้อร์พูดจาลื่นไหล ไม่แข็งทื่อเหมือนจ้าวต้า เขามองจางเหิงด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง ฝีมือของซื่อจื่อก้าวหน้าเร็วเกินไปแล้ว
จางเหิงเหลือบมองจ้าวเอ้อร์ เห็นว่าอีกฝ่ายพูดจาน่าสนใจจึงยิ้มกล่าวว่า “ปากหวานเสียจริง ไปเบิกยาทาแผลจากคลังมาขวดหนึ่ง”
จ้าวเอ้อร์กุมอกพยักหน้า เมื่อก่อนซื่อจื่อไม่เคยใส่ใจบ่าวไพร่ ถูกตีแล้วก็ช่างเถิด
แต่ซื่อจื่อในยามนี้รู้จักใส่ใจบ่าวไพร่แล้ว
ยามบ่ายของวันชุมนุมกวี ภายในห้อง
จางเหิงทำหน้าจนใจ กางแขนขาออก ปล่อยให้สาวใช้ทั้งสี่ของมารดาช่วยแต่งตัว
ฮั่วหนิงถือกระดาษอยู่ข้าง ๆ “เหิงเอ๋อร์ อ่านตามแม่”
“สิบปีร่ำเรียนหนักไม่ว่างเว้น เข้าสนามสอบหลับเพลินจนตะวันคล้อย ตื่นขึ้นมาข้อสอบเปื้อนลายเต็มหน้า กรรมการชมว่าฝีมือวาดภาพไม่เลว”
....
ฮั่วหนิงอดเอ่ยชมไม่ได้ “อาจารย์เซี่ยโหวมีความสามารถทางวรรณศิลป์ล้ำเลิศ บทกวีทั้งสามบทนี้ราวกับแต่งขึ้นมาเพื่อเจ้า ผู้เพิ่งสอบขุนนางเสร็จโดยเฉพาะ”
