เสินเวยและเยี่ยนเสวี่ยเหมยคุกเข่าอยู่ คนอื่นมองเป็นลมผ่าน มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับหน้าที่ของตนในสวน
เสินเวยใจลอยประหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไม่เมี่ยวเดือดดาล “ข้าจะไปขอร้องท่านป้าให้!”
“ช่างเถิด เพียงชั่วยามเดียว ต่อให้ท่านป้ามาก็มีแต่จะถูกอบรมสั่งสอน”
ท่านป้าที่ฝึกสอนพวกนางยึดหลักการมากเรื่องคือความวุ่นวายเสมอ ต่อให้ไปอ้อนวอนนางก็ไร้ผล ใครจะยื่นมือช่วยเหลือสาวใช้เล็ก ๆ อย่างพวกนาง
เสินเวยผลักนาง “เจ้าไปทำงานเถอะ อย่าให้หัวหน้าด่ามาถึงตัว”
ไม่เมี่ยวเดินจากไปพลางหันกลับมามองทุกก้าวย่าง ตอนที่กำลังขุดดิน ก็ยังไม่ลืมเหลียวกลับมามองเสินเวยหลายครั้ง
ข้างกายแว่วเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ
เสินเวยหันไปเห็นไหล่ของเยี่ยนเสวี่ยเหมยกระตุก ร่ำไห้จนห้ามตนเองไว้ไม่อยู่
ร้องก็ร้องไปเถิด ร้องออกมาแล้วอารมณ์จะได้ดีขึ้น
พวกนางคุกเข่าบนอิฐปูพื้นในสวน ไม่ถึงสองเค่อครึ่ง ความเย็นเยียบของพื้นอิฐก็คืบคลานขึ้นมา หัวเข่าปวดเมื่อยและชา หน้าแข้งก็สิ้นความรู้สึก น้ำหนักตัวกดทับลงบนขา ทรมานแทบขาดใจ
เสินเวยแหงนมองฟ้าบ้าง ก้มมองพื้นบ้าง พยายามเบี่ยงเบนความสนใจเพื่อไม่ให้ตนเองทุกข์ทรมานนัก
ครู่ใหญ่ต่อมา นางกัดริมฝีปากล่างแล้วถอนหายใจ
เบี่ยงเบนไม่ได้เลย
เรื่องวันนี้สอนบทเรียนราคาแพงให้นาง ผู้ใดกันจะสามารถเป็นตัวเอกในนิยายได้ทุกคน
อะไรที่ว่าอ่อนแอเอาชนะแข็งแกร่ง พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ก็ต้องดูอีกฝ่ายจะเล่นด้วยหรือไม่
หากอีกฝ่ายมีอำนาจเหนือกว่านางมากนัก ต่อให้เป็นเพียงขันที ต่อให้นางมีวาทศิลป์เป็นต่อยอดบุปผาก็ไร้ผล
เสินเวยข่มความคับแค้นและโกรธกรุ่นที่อัดแน่นในท้องไว้ จำต้องคุกเข่า!
ต้องจดจำความรู้สึกในยามนี้ให้ฝังใจ จะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีก
*
เหมยซิน ฮูหยินผู้ดูแลตำหนักคุนหนิงเดินผ่านสวน มองเห็นสาวใช้เล็กสองคนซึ่งหน้าไม่คุ้นตาคุกเข่าอยู่ริมทาง ตัวโยนเซจะล้ม หน้าซีดเผือด
“ไปสืบมาว่า พวกนางทำผิดอะไร”
สาวใช้เล็กกลับมาในไม่ช้า “ว่าแต่ว่าพวกนางล่วงเกินจางฟู่กงกงแห่งตำหนักจงชุ่ย ให้คุกเข่าที่นั่นเพื่อจำไว้เป็นบทเรียน”
“เพิ่งเข้าวังจะมีใครไม่เคยผิดบ้าง? ให้พวกนางลุกขึ้นเถิด บทเรียนจำไว้ในสมองก็พอ”
เหมยซินสั่งประโยคหนึ่ง สาวใช้เล็กก็ไปบอกต่อ สาวใช้เล็กสองคนนั้นตัวแข็งทื่อ ก่อนจะพยุงกันลุกขึ้น ส่งคารวะขอบพระคุณมาแต่ไกล
เหมยซินผงกศีรษะ แล้วนำคนของตนจากไปด้วยความสบายใจ
*
เสินเวยและเยี่ยนเสวี่ยเหมยพยุงกัน ก้าวเท้าออกไป เข่าก็ปวดเสียจนแทบจะคุกเข่าลงอีก
“อย่าเพิ่งรีบร้อน รอให้ดีขึ้นก่อน”
ไม่เมี่ยวออกมาทันเวลา พยุงทั้งสองคนไว้คนละข้าง “ต้องนวดแรง ๆ ก่อน ให้นวดจนเลือดลมเดินสะดวก ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้อย่าคิดเดินได้เลย”
เสินเวยนวดแล้วกัดฟันกรอด ไม่เมี่ยวจึงยื่นมือออกไปช่วยนวดให้ นวดจนเสินเวยกัดริมฝีปากล่างแตก
“ชาตินี้เท้าคู่นี้ นอกจากคุกเข่าคารวะบรรพชนแล้ว ยังไม่เคยคุกเข่าให้ใครอื่นจริง ๆ”
เสินเวยประชดตนเอง
เพราะถิ่นฐานเดิมของนางไม่ยึดถือธรรมเนียมนี้ นอกจากไปเซ่นไหว้บรรพชนแล้ว ที่ไหนเคยคุกเข่ามาก่อน?
แต่บัดนี้ในต้าหมิงเมื่อหกร้อยกว่าปีก่อน กลับต้องคุกเข่าให้ขันที!
“เช่นนั้นบิดามารดาของพวกเจ้าก็นับว่าดีนัก ข้าหากไม่ยอมอยู่ในโอวาท แม่ข้าจะตบหน้าเสียก่อน แล้วให้ข้าไปคุกเข่าอยู่ใต้ชายคา คุกเข่าจนยอมรับผิด”
ไม่เมี่ยวเห็นเสินเวยค่อยยังชั่วแล้ว จึงไปนวดให้เยี่ยนเสวี่ยเหมยต่อ
ทั้งสามคนเสียเวลาอยู่ในสวนมาช้านาน ย่อมตามไม่ทันเวลาอาหารที่โรงอาหาร พอไปถึงโรงอาหาร แม้แต่ข้าวตังก็ไม่มีเหลือ
เยี่ยนเสวี่ยเหมยลูบท้องร้องโครกคราก มองดูหม้อที่ปราศจากเมล็ดข้าวแม้แต่น้อย สุดท้ายกัดฟันปลดต่างหูไข่มุกของตนออก แล้วไปขอร้องขันทีผู้ดูแลอาหาร หวังแลกกับอาหารสักมื้อ
ขันทีหนุ่มถูกนางอ้อนวอนอยู่นานจึงโยนซาลาโปที่เหลือค้างจากเมื่อวานให้
ทั้งสามกินซาลาโปกับน้ำเย็น อย่างน้อยก็พอประทังท้อง
กลับถึงเรือนนอนรวม เปิดประตูเข้าไป ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงแหลมคมเสียงหนึ่งกล่าว “โย่ คุณหนูสกุลเยี่ยนกลับมาแล้วหรือ? เหตุใดไม่ให้ท่านอาขุนนางผู้ใหญ่ของเจ้า จัดเกี้ยวสักคัน หามเจ้ากลับมาล่ะ!”
มีคนหัวเราะออกมา แล้วก็มีเสียงหัวเราะซ้อนขึ้นตาม ๆ กัน
เยี่ยนเสวี่ยเหมยสลับแดงสลับขาว ขายหน้ายิ่ง
ไม่เมี่ยวกลอกตามองบน “นี่คือวังหลวง ไม่ใช่บ้านตระกูลหยางของพวกเจ้า! หากไม่ใช่เพราะพระมหากรุณาธิคุณ จะมีใครนั่งเกี้ยวได้? หรือว่าหยางหนิงหนิง เจ้าอยากไต่เต้าไปนั่งเกี้ยวแล้วกระมัง?”
อันที่จริงนางกำนัลนั่งเกี้ยวไม่ได้ แต่ถ้าได้เป็นพระสนม ก็อาจมีความเป็นไปได้
หยางหนิงหนิงสายตาล่อกแล่ก “ใครอยากไต่เต้า ใครก็รู้แก่ใจตนเองดี!”
นางเถียงกลับไปสองประโยคแล้วก็เงียบปาก เห็นได้ชัดว่าถูกแทงใจดำ
สาว ๆ กลุ่มนี้ก็ผ่านการคัดเลือกมาละเอียดถ้วนถี่ เข้าวังมาพร้อมความฝันต่อราชสำนัก หากบอกว่าไม่สนใจการเป็นชายาเลยแม้แต่น้อย ก็คงเป็นคำโกหก
แต่ถูกปล่อยให้รอเป็นเดือน ทั้งต้องทำงานหยาบทุกวัน ใครจะทนได้
อีกทั้งในวังยศใหญ่กว่ากดทับ บ่าวชั้นต่ำก็คือคนต่ำต้อย ใคร ๆ ก็มาเหยียบย่ำได้
เยี่ยนเสวี่ยเหมยก้มมองปลายแขนเสื้อของตน อาภรณ์นางกำนัล แม้แต่ดอกไม้เล็ก ๆ ก็ปักไม่ได้
ชีวิตเช่นนี้ ใครจะทนอยู่?
ความปวดร้าวแล่นมา เยี่ยนเสวี่ยเหมยลุกไปหาขี้ผึ้งในห่อผ้าเตรียมทายา กำขวดกระเบื้องเล็กไว้ พลางส่งต่อให้เสินเวย
“วันนี้ข้าทำให้เจ้าลำบาก เจ้าทายาก่อนเถิด”
เสินเวยชะงักเล็กน้อยจึงรับมา “พูดอะไรว่าลำบากกัน หากไม่ขัดขืน วันหน้าจางกงกงไม่แน่ว่าจะเล็งใคร ข้าก็คิดเพื่อตนเองเช่นกัน”
หากพวกนางไร้ผู้หนุนหลัง ทั้งยังรูปงามดุจบุปผา ก็เป็นดั่งเนื้อบนเขียง
“ใช่แล้ว ต้องหาผู้หนุนหลังสักคนจึงจะได้......”
เยี่ยนเสวี่ยเหมยพึมพำเบา ๆ กำปลายแขนเสื้อแน่น
ขวดกระเบื้องถูกยื่นมาตรงหน้า เยี่ยนเสวี่ยเหมยเงยหน้า กลับเห็นในแววตาของเสินเวย สาดส่องประกายมั่นใจและแน่วแน่
“ผู้หนุนหลัง อีกไม่นานก็จะมีแล้ว และเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
เยี่ยนเสวี่ยเหมยเพียงคิดว่านางพูดเพ้อเจ้อ แต่หารู้ไม่ว่าในใจของเสินเวยกำลังบ่มเพาะแผนการที่เหลือเชื่อ แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะต้องสำเร็จ
หากสำเร็จ ก็เกียรติยศหมื่นจั้ง หากพ่ายแพ้ ก็เพียงสละร่างสูงสามฉื่อนี้เท่านั้น
*
ตำหนักคุนหนิง
ฮองเฮาหม่า ทอดพระเนตรบนโต๊ะเสวย มีซุปบัวเพิ่มขึ้นมาชามหนึ่ง รสเรียบง่าย นางชิมแล้ว รสชาติใช้ได้ เป็นฝีมือจากห้องเครื่อง
เหมยซินยิ้มเจ้าเล่ห์ “เรื่องอัศจรรย์นี้ ฮองเฮายังไม่ได้ยินหรือเพคะ? พวกคนรับใช้ไปทำความสะอาดบ่อน้ำ จางฟู่เดินผ่าน มองเห็นรากบัวในบ่อพอดี ประกอบกันเป็นอักษรจูตัวหนึ่ง นับเป็นศุภนิมิตแห่งฟ้ามิใช่หรือเพคะ?”
ฮองเฮาหม่าขมวดพระขนงเล็กน้อย นางเกรงว่าข้างล่างจะตั้งใจเอาอกเอาใจ เอาสิ่งของมาหลอกฮ่องเต้
“หม่อมฉันไปดูมาแล้ว เห็นกับตาแท้จริง เป็นลักษณะที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ เห็นได้ว่าฮ่องเต้ทรงพระบุญญาบารมีลึกซึ้งเพคะ”
เหมยซินไม่ค่อยกล่าวคำเท็จ ถ้านางว่าใช่ อย่างน้อยก็เจ็ดส่วนจริง
ฮองเฮาหม่าคลายพระขนง “ได้ ก็ให้ข้าลองชิมซุปบัวศุภนิมิตนี้ดูเถิด ว่ารสชาติจะวิเศษกว่าเป็นพิเศษหรือไม่”