เฮอะ ข้ามภพ ทั้งยังข้ามมาอยู่ในวังหลังของจูหยวนจางศักราชหงอู่ปีที่สิบอีก ไฉนไม่โยนข้าไปยุคจูราสสิกให้สู้กับไดโนเสาร์เล่า?
เสินเวยมองพื้นดินเลนตรงหน้า ก่อนจะก้มมองฝ่ามือหยาบกร้านของตน แล้วทอดถอนใจมองฟ้าอย่างจนปัญญา
นางข้ามภพมาได้แค่ครึ่งวัน หลังจากรู้ฐานะของตนแล้ว ก็ค้นพบว่าเบื้องหน้าช่างมืดมนสิ้นดี
ดังที่ทราบกันดี วังหลังของหงอู่แห่งต้าหมิงยากจะอยู่รอดเพียงใด
เบื้องหน้ามีฮองเฮาหม่า หนึ่งในปราชญ์ ผู้เคยร่วมทุกข์ร่วมยาก พนักงานรุ่นบุกเบิก บุญคุณหนาแน่น แม้แต่เซียนก็สั่นคลอนมิได้
เบื้องหลังมีโอรสสายตรงจากฮองเฮาหม่าอีกห้าองค์เรียงหน้ากระดาน ตัดโอกาสไต่เต้าสู่จุดสูงสุดได้หมดสิ้น
ถัดมายังมีพระสนมเอกซุนผู้สง่างามงามพร้อม พระสนมหลี่ซู พระสนมกัวฮุ่ย และอีกมากมาย
ล้อมกรอบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบุญคุณ ความโปรดปราน หรือวงศ์วาน ล้วนปิดตันเส้นทางที่สตรีอยากจะไต่เต้าสิ้น
สุดท้ายนี้ พระสนมในราชสำนักหงอู่ที่มิเคยให้กำเนิดโอรสธิดา เมื่อฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ล้วนต้องตามไปฝัง殉!
หลอกเจ้ากระมัง อันที่จริงแม้ให้กำเนิดแล้วก็ยังต้องตามไปฝังอยู่ดี
นอกจากสวรรค์จะประทานระบบมาให้ มิเช่นนั้นเสินเวยก็หาใช่ทางออกเลยแม้แต่น้อย
แต่หากนางมีระบบจริง เหตุใดต้องอยู่ต่อสู้ในวังหลังเล่า?
เหตุใดกัน ชอบเล่นเกมหนีตายหงอู่หรือ? เพราะเครื่องปรับอากาศไม่หอม หรือไอศกรีมไม่หวาน จึงต้องกินแต่แกลบกล้ำ?
เสินเวยมองฟ้าอย่างจนปัญญาอีกครา
นางรู้เรื่องพวกนี้ แต่เด็กสาวผู้เป็นร่างเดิมของนางไม่รู้สักนิด ฝืนใจเข้าวังเพื่อจะลองต่อสู้สักตั้ง จักรยานยนต์อาจกลายเป็นรถจักรยานยนต์ก็ได้
พูดถึงเด็กสาวร่างเดิมก็น่าสงสารไม่แพ้กัน
นางชื่อหยางเสี่ยวฮวา เกิดในหมู่บ้านเซี่ยเหอใกล้เมืองอิ้งเทียนฟู่ ที่บ้านมีพี่น้องอีกเจ็ดคน จนจนกรอบ ชีวิตเดิมก็ทุกข์ยากอยู่แล้ว แม้แต่น้ำข้าวร้อน ๆ ก็ยังไม่ได้ดื่ม
เติบโตถึงสิบห้าปี นางไปวัดไหว้พระ ถูกฮูหยินสกุลเสิ่นที่ผ่านมาพบเข้า รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตายิ่งนัก จึงพบว่านางคือบุตรสาวแท้ ๆ ของฮูหยินเสิ่นที่ถูกสลับตัวไป
เรื่องราวน่าจะผันแปรสู่ความโชคดี ชีวิตสุขสมบูรณ์แล้วกระมัง?
น่าเสียดาย หยางเสี่ยวฮวาพานพบสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
บ้านอื่นล้วนเป็นโอรสธิดาเทียมโอรสธิดาแท้ อย่างน้อยยังมีหนทางต่อสู้ แต่นางพบกับธิดาแท้กับโอรสเทียม
โอรสเทียมเสินเฉิงเยี่ยร่ำเรียนตำรามาตั้งแต่เด็ก เก่งทั้งกวีและอักษร เป็นทายาทที่สกุลเสิ่นฟูมฟักอย่างดี กับเด็กสาวบ้านนอกผู้ไม่รู้หนังสือสักตัว ใครก็รู้ว่าควรเลือกใคร
แม้หยางเสี่ยวฮวาจะกลับสกุลเสิ่น แต่กระทั่งชื่อว่าบุตรบุญธรรมยังไม่ได้ เป็นเพียงคนถูกเลี้ยงอย่างเคอะเขินเช่นนี้ แม้แต่สาวใช้ในจวนยังกล้ากล่าวหาว่านางเป็นญาติยากจนหน้าด้านมาขอส่วนบุญ
นางไม่ยินยอม จึงไปแย่งไปชิง ไปประจบเอาใจบิดามารดา กลับยิ่งทำให้ตนเองอัปยศน่าขายหน้า ยิ่งทำให้บิดามารดาไม่ชอบนาง
หยางเสี่ยวฮวารู้ดีว่าต่อไปตนไม่มีทางออกดี ๆ และยิ่งเลือกคู่ครองที่ดีไม่ได้ ครั้นได้ยินบิดามารดาสนทนากันว่าเจ้านายต้องการส่งสาวงามถวายฮ่องเต้ จึงรวบรวมความกล้าเสนอตนเข้าไป จึงได้เข้าวัง
เพียงแต่นางไม่รู้ว่า การเข้าวังก็มิใช่ทางออกที่ดีเลย
จูหยวนจางฮ่องเต้หงอู่แห่งต้าหมิงไม่โปรดให้วังหลังยุ่งการปกครอง จึงสถาปนาระบบคัดเลือกนางในของราชสำนัก โดยคัดเลือกสาวงามจากชาวบ้านเท่านั้น หญิงสูงศักดิ์ขุนนางถูกปฏิเสธสิ้น
นางในที่ขุนนางใหญ่โตเสี่ยงส่งมาเป็น “สาวใช้” กลุ่มนี้ ถูกนับเป็นสาวใช้จริง ๆ ถูกส่งมาขุดบ่อสวนดอกไม้
เพราะขุนนางก็ไม่มีใจกล้าพอจะถามจูหยวนจางว่า ฝ่าบาท สาวใช้ที่กระหม่อมถวาย ฝ่าบาทใช้เป็นสาวใช้จริง ๆ หรือ?
หลังจากเข้าสู่พระราชวัง หยางเสี่ยวฮวาไม่ได้ดังหวัง กลัดกลุ้มอัดอั้น ต้องทนอยู่กับสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ป่วยเป็นไข้หนาวสั่นทั้งยังไม่มียา ดิ้นรนสามวันก็สิ้นลม
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ก็กลายเป็นเสินเวย
เสินเวยใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 จะว่าไปก็นับว่าเป็นคนไม่เคยทำงานใช้แรง ไม่เคยแยกแยะธัญพืชได้ สาวใช้ที่ต้องตรากตรำทุกข์ยากนางทำไม่ได้จริง ๆ
แต่เส้นทางเป็นพระสนมยิ่งหมดหวัง
จะทำอย่างไรดี?
“เสี่ยวฮวา กินข้าว!”
ไม่เมี่ยว สาวใช้รุ่นเดียวกันที่ผ่านมาเรียกนาง
“มาแล้ว!”
เสินเวยรีบยกจอบไปเก็บ เข้าที่ แล้วเดินตามไม่เมี่ยวไปโรงอาหารกินข้าว หากไปช้า กระทั่งข้าวไหม้ก็ยังไม่มีกิน
อาหารที่จัดให้สาวใช้ย่อมเป็นอาหารหม้อใหญ่ มั่วรวมกันเป็นหม้อ แค่ทำให้สุกก็นับว่าโชคดีแล้ว
ไม่เมี่ยวถือดีว่าร่างกายกำยำแข็งแรง ถึงขั้นแย่งข้าวมาได้อีกครึ่งชาม ยกให้เสินเวยทั้งหมด
“เจ้ากินอีกหน่อย ร่างกายยังไม่หายดีเลย”
เสินเวยมองข้าวกล้องครึ่งชามเล็กในชาม กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม้แต่แตงโมผัดหมู สตรอว์เบอร์รี่ต้มซุป มันฝรั่งผัดมันฝรั่ง ก็ยังอร่อยกว่านี้นัก!
แต่นี่เป็นน้ำใจของไม่เมี่ยว เสินเวยจึงต้องอมเข้าไปในปาก เคี้ยวอย่างช้า ๆ สัมผัสความฝืดคอของข้าวกล้อง แล้วก็ทนกินจนหมด
นางปลอบใจตนเอง แค่คิดว่าเป็นเหมือนตอนฝึกทหารกินข้าวหม้อใหญ่ของกองทัพ เพื่อระลึกถึงความทุกข์และซาบซึ้งในความหวาน
กินข้าวเสร็จ พวกนางสาวใช้สิบกว่าคน ต้องอัดรวมกับเหล่าสาวใช้คนอื่นนอนบนแคร่ยาว
แคร่ยาวนอนทีละยี่สิบสามสิบคน ตักน้ำ ล้างหน้า ล้วนเป็นเรื่องวุ่นวาย ต้องใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามถึงจะเสร็จ
ไม่เมี่ยวตาคมมือเร็วแย่งน้ำร้อนมาได้ เรียกให้เสินเวยรีบล้าง รีบ ๆ ล้างเสร็จเร็วจะได้ขึ้นไปผ้าห่มอุ่น
เสินเวยทำตามอย่างว่าง่าย ห่มผ้าห่มหนักแต่ไม่อุ่นก่อน ปล่อยมือปล่อยเท้า รอให้ผ้าห่มอุ่น
ไม่เมี่ยวเทน้ําล้างเท้าเสร็จ ก็หัวเราะฮิ ๆ กระโดดขึ้นเตียง เสินเวยเปิดผ้าห่มออก ทั้งสองเบียดตัวเข้าหากัน ร่วมแบ่งปันไออุ่นนั้น
นอนหลับไปถึงเที่ยงคืน เสินเวยก็ตื่น
สามสิบคน ย่อมมีคนกรน แถมยังเหมือนร้องเพลง ลอยขึ้นสลับลง ลูกหนึ่งร้องจบอีกลูกก็ขึ้นเวที
หอพักมหาวิทยาลัยก็แค่สี่คน เสินเวยก็ยังไม่เคยพบเพื่อนร่วมห้องกรน แต่ตอนนี้ กลับถูกเสียงรบกวนจนนอนไม่หลับอยู่บ่อยครั้ง
นางปิดหู พลิกตัว สะกดจิตตัวเองให้รีบหลับ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานต่อ
วันถัดมา พวกนางยังต้องขุดดินต่อ
บ่อน้ําในพระอุทยานปลูกบัวไว้ พอถึงฤดูใบไม้ร่วง ต้องพลิกบ่อ ขุดรากบัวขึ้นมา แล้วถมน้ําปลูกใหม่
งานที่พวกนางต้องทำก็คือสิ่งนี้
ขุดบ่อต้องใช้แรง มือที่จับจอบของเสินเวย ตุ่มพองเมื่อวานยังไม่ยุบ วันนี้ก็เกิดตุ่มใหม่ขึ้นอีก
นางยิ้มเจื่อน ๆ ถ้าได้กลับไปอีกครั้ง นางก็เป็นคนมีฝีมือแล้ว
ขุดไปขุดมา ใต้เลนก็พลิกเจอรากบัวขาวผุดผาดท่อนหนึ่ง
ไม่เมี่ยวชำเลืองมองสองตา กระทุ้งเสินเวย “เจ้าดูซิ รากบัวนี่งามจริง ราวกับในภาพวาดเลย”
เสินเวยยืดคอดูสองตา ก็จริงนะ งามจริง ๆ เหมือนกับเป็นตัวอักษรอะไรสักตัว
นางห้ามไม่ให้ไม่เมี่ยวกำลังจะหักรากบัวทิ้งลงตามบุญตามกรรม แล้วกระซิบบอกไม่เมี่ยวให้ยกถังน้ําสะอาดมา
เมื่อน้ําสะอาดราดลงบนรากบัว ชะล้างเลนจนหมด หัวใจของเสินเวยก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
รากบัวนี่พันเกี่ยวสลับซับซ้อน เหมือนจะเติบโตเป็นอักษร “จู” ตามธรรมชาติเสียอย่างนั้น?
เสินเวยรู้ว่าในยุคโบราณมีสิ่งที่เรียกว่า “ศุภนิมิต” อย่างกวางขาว เต่าขาว หรือหินประหลาดที่มีลวดลายในตัว ล้วนเป็นศุภนิมิต คนโบราณเชื่ออย่างลึกซึ้งว่านี่คือลางดีจากสวรรค์ รักใคร่ทะนุถนอมอย่างยิ่ง แม้แต่ผู้ถวายสมบัติก็ยังได้รับรางวัลตอบแทน
รากบัวที่เติบโตตามธรรมชาติผืนนี้เป็นโอกาสของนางหรือไม่?
เสินเวยเอามือกดหัวใจที่เต้นตุบ ๆ ถูปลายนิ้วที่ชาเล็กน้อย ไอเดียในหัวยิ่งมากขึ้นทุกทีจนอยากจะขยับตัว
หากนําศุภนิมิตนี้ไปถวาย ถึงไม่ได้เป็นขุนนางหญิง อย่างน้อยก็น่าจะปล่อยนางออกจากวังได้กระมัง? พอออกวังได้ จะทำอะไรก็ได้ อนาคตต้องดีกว่าตามไปฝัง殉แน่
“นี่อะไรน่ะ?”
ไม่เมี่ยวยังคงยื่นหน้ามอง
เสินเวยหันไปมองนาง ในใจพลุ่งพล่านอยู่เจ็ดแปดตลบ ก็ยังไม่ตัดสินใจเด็ดขาด
รางวัลที่สองคนได้รับย่อมน้อยกว่าคนเดียว
แต่ไม่เมี่ยวตั้งแต่เข้าวังมาก็ดูแลนางเป็นอย่างดี ช่วงที่ป่วยไม่กี่วันมานี้ก็เป็นไม่เมี่ยวที่ไปรับข้าวมาให้ แถมยังแอบหามาให้นาง จะยึดรางวัลไว้คนเดียว เสินเวยก็ผ่านด่านจิตใจของตนเองไปไม่ได้
นี่มันศีลธรรมของคนยุคปัจจุบันนี่!
เสินเวยอ้าปากกำลังจะอธิบายให้ไม่เมี่ยวฟัง อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องสั้น ๆ ของสตรีดังมาจากข้างหลัง